ต้นกำเนิดของน้ำหอม

เป็นที่เชื่อกันว่ามีภาพวาดฝาผนังในพระวิหารราชินีฮัตเชปซุต (Hatshepsut) ที่ประเทศอียิป มีภาพวาดหญิงสาวชาวอียิปต์กำลังชโลมน้ำหอมลงบนศีรษะของตนเอง ซึ่งคาดว่าเกิดจากที่นักเดินเรืออียิปต์ในสมัยนั้นได้นำเข้ามาจากดินแดนอื่น และได้เกิดการคิดค้นน้ำหอมขึ้นในสมัยนั้น เป็นความหอมที่ได้จากไม้ยางหอม มีอยู่ในแถบ อราเบีย และแถบ โซมาเรีย ผู้ที่ทำน้ำหอมในสมัยนั้นจะเป็นผู้หญิงชาวอียิปต์เป็นส่วนใหญ่ ที่ได้รับการสืบทอดเป็นมรดกต่อ ๆ กันมา จากนั้นได้พัฒนาความหอมของน้ำหอมจนเป็นที่รู้จักในสมัยจักรวรรดิโรมัน น้ำหอมเกิดความนิยมอย่างแพร่ในยุคกลาง ที่ชาวอาหรับได้คิดค้นน้ำหอมด้วยการกลั่นสำเร็จ ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ขนาดใหญ่ในอาณาจักรเปอเซียร์ พัฒนาเป็นแปลงปลูกกุหลาบที่มีพื้นที่และขนาดใหญ่โตมาก เพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำหอม จนเป็นที่เลื่องลือกันว่ากรุงแบกแดดเป็นเมืองแห่งน้ำหอม จากนั้นในช่วงสมัยคลูเสด ได้นำน้ำหอมหรือเครื่องหอมจากชาวอาหรับให้เป็นที่แพร่หลายในยุโรป แต่ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในยุโรปนั้น เริ่มเมื่อศตวรรษที่ 16 เมื่อ แคทเธอรีน เดอ เมดีชี ได้มาที่ประเทศอิตาลี่ เพื่อจะแต่งงานกับอนาคตกษัตริย์สมัยนั้น จากนั้นทำให้น้ำหอมแพร่หลายและเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนในศตวรรษที่ 19 ได้มีการสกัดและสังเคราะห์กลิ่นน้ำหอมจากสารเคมีมากขึ้น ทำให้เกิดความหอมจากหลายกลิ่น จนกลายเป็นความหอมที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

The Ancient Egyptians were the first to incorporate perfume into their culture, followed by the ancient Chinese, Hindus, Israelites, Carthaginians, Arabs, Greeks, and Romans. The oldest perfumes ever found were discovered by archeologists in Cyprus. They were more than four thousand years old. Dating back more than three thousand years, identifies a woman named Tapputi as the first recorded perfume maker. The 16th century saw the popularity of perfume explode in France, especially among the upper classes and nobles. And the 18th-century invention of eau de cologne helped the perfume industry continue to grow.