วิธีการอุปนัย การให้เหตุผลพิสูจน์ และความเหมาะควรแห่งเหตุผล

โดย  เทพทวี โชควศิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย

โดยทั่วไปเรามักจะแน่ใจว่าพระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกอย่างทุกๆ วันที่ผ่านมา แน่ใจว่าแก้วใส่น้ำดื่ม

ที่เราใช้อยู่นั้นหากเราเผลอปัดตกจากโต๊ะลงสู่พื้น โดยไม่มีอะไรรองรับมันไว้ก็จะตกแตกแน่นอน สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นความรู้จากการสั่งสมประสบการณ์ ทำให้เราเชื่อว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นซ้ำแบบนั้นในคราวต่อไป เช่น พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกในวันพรุ่งนี้ และในครั้งถัดไป หากเราเผอเรอปัดแก้วตกจากโต๊ะอีก แก้วก็จะแตก ความเชื่อเช่นนี้เองที่เราเรียกกันว่าเชื่อในกฎเกณฑ์แห่งความเป็นสาเหตุและผล(causality) คำถามในที่นี้ก็คือ ทำไมมนุษย์เราจึงมีความเชื่อในสิ่งเหล่านี้ได้? ในทางตรรกวิทยา วิธีการอ้างเหตุผลโดยอาศัยความรู้ที่ได้จากการสั่งสประสบการณ์เพื่อสร้างข้อสรุปในลักษณะการคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตนั้น วิธีการนี้เรียกว่า ‘อุปนัย’ (induction)เช่น เมื่อสังเกตว่ากาในอดีตที่เคยพบมาเป็นกาสีดำ เราก็คาดการณ์ว่ากาตัวถัดไปที่เราจะเจออีกก็ต้อง เป็นกาสีดำเป็นต้น เราพิจารณาได้ว่าวิธีการเช่นนี้ใช้ในการหาความรู้และสร้างทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในชีวิตของเรา

อย่างไรก็ดีเดวิด ฮูม (David Hume) นักปรัชญาชาวสกอตต์สมัยศตวรรษที่ 18 ได้เสนอข้อโต้แย้งเพื่อชี้ว่าวิธีการดังกล่าวเป็นเพียงความเชื่อไม่ใช่ความรู้ที่จำเป็นต้องจริง หรือก็คือวิธีการที่อาศัยการคาดการณ์ว่าอนาคตจะเป็นเหมือนกับอดีตดังที่เคยสั่งสมประสบการณ์มานั้น มนุษย์คาดการณ์ไปเพียงเพราะเชื่อว่าสิ่งๆ หนึ่งจะเกิดขึ้นอย่างที่เคยเกิดมา ใช่ว่ามนุษย์จะกล่าวไปได้ด้วยแต่อย่างใดว่า

ตนรับรู้แล้วซึ่งกฎแห่งความเป็นสาเหตุและผลอันจำเป็นที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านั้นแล้วว่ามีอยู่จริง ทำไมฮูมจึงมองว่าเขามีเหตุผลหนักแน่นที่จะกล่าวเช่นนั้น? ในหนังสือ การสืบเสาะว่าด้วยความเข้าใจของมนุษย์ (An Enquiry Concerning Human Understanding, 1748) ฮูมแบ่งความรู้ที่มนุษย์ใช้เหตุผลทำความเข้าใจเป็นสองชนิดคือ (ก) ความรู้ชนิด “ความสัมพันธ์ของมโนภาพ” (relations of ideas) ดังเช่น “สามคูณ ห้าย่อมเท่ากับครึ่งหนึ่งของสามสิบ” นั้นจำเป็นต้องจริงโดยเราไม่อาจคิดเป็นอื่นเพื่อขัดแย้งได้ (ข) ความรู้ชนิด “เนื้อความตามข้อเท็จจริง” (matters of fact) ดังเช่น “พรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้น” นั้น เป็นไปตรงกันข้าม ทั้งนี้เพราะเราสามารถคิดในมโนภาพของเราเป็นอย่างอื่นที่ขัดแย้งได้ กรณีนี้ คือเราคิดถึงการที่พระอาทิตย์จะไม่ได้ขึ้นวันพรุ่งนี้ได้ (Hume 1748/2007: 18) ฮูมกล่าวต่อว่าความรู้ ชนิดหลังนี้ครอบคลุมถึงการเป็นสาเหตุและผลทั้งหลายด้วย ตัวอย่างแก้วตกจากโต๊ะแตกข้างต้น เราจินตนาการเป็นอื่นได้ เช่น แก้วใบนั้นออกห่างจากโต๊ะแต่ลอยอยู่ หรือตกลงมาแต่ไม่แตก เช่นนั้นแล้วความรู้เกี่ยวกับความเป็นสาเหตุและผลจากที่เราคิดว่าเมื่อแก้วตกก็จะแตกอย่างแน่นอนนั้นมีที่มาอย่างไร ฮูมชี้ว่ามูลฐานของสิ่งเหล่านี้คือประสบการณ์ (experience) (1748/2007: 23)การคาดการณ์ว่าอนาคตจะเป็นเหมือนกับอดีตที่มาก่อนทำให้มนุษย์มีความเคยชิน (habit) ที่จะคิดว่ามีกฎแห่งความเป็นสาเหตุและผลที่จำเป็นอยู่เบื้องหลังแท้ที่จริงเหตุการณ์ที่แก้วใบหนึ่งตกจากโต๊ะนั้นเกิดก่อน แก้วใบนั้นแตกเกิดขึ้นทีหลัง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นก่อนหลังในลักษณะร่วมกันเป็นนิจสิน(customary conjunction) เท่านั้น ไม่ใช่ว่า

ประสบการณ์ของเรารายงานว่ามีอะไรโยงใยให้ต้อง

เชื่อมต่อกันอย่างจำเป็นทุกครั้งไปด้วย (1748/ 2007: 32-34) ทำไมปัญหาของฮูมจึงท้าทายนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ให้ต้องหาการให้เหตุผลพิสูจน์โต้แย้ง? ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักปรัชญาชื่อ เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) วิเคราะห์ว่าปัญหาของฮูมตั้งคำถามสำคัญต่อทั้งการหาสาเหตุและวิธีการอุปนัยซึ่งยอมรับไว้ก่อนว่าการคาดการณ์ที่มีเหตุผลน่ารับฟังนั้นจะต้องมาจากการเทียบเคียงกับอดีตที่สิ่งหนึ่งๆ เคยเกิดขึ้น เช่น ความเชื่อที่ว่าพรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้นฟังดูมีเหตุผลมากกว่าจะเชื่อว่าไม่ขึ้น แต่เมื่อถามว่าทำไมจึงมีเหตุผลน่ารับฟังมากกว่า เราก็มักจะตอบว่าเพราะเคยเป็นแบบนั้นมาตลอด ทั้งที่เราก็เชื่ออยู่ด้วยว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาตลอดอย่างหนึ่งไม่ได้มีอะไรรับประกันว่าพรุ่งนี้มันก็จะเกิดขึ้นอย่างนั้นปัญหาของฮูมจึงกระทบโดยตรงต่อการให้เหตุผลพิสูจน์ความเชื่อ (justification) นั่นเอง (Russell 1912/1998: 33-36)

อย่างไรก็ดี เจมส์ คาร์จิล (James Cargile) เสนอบทความ “ปัญหาอุปนัย” (The Problem of Induction) ในปีค.ศ. 1998 จุดหนึ่งที่คาร์จิลเสนอข้อโต้แย้งต่อฮูมคือมองว่าฮูมไม่แยกแยะให้ดีระหว่าง ‘การให้เหตุผลพิสูจน์’ กับ ‘ความเหมาะควร

แห่งเหตุผล’ (reasonableness) นั่นคือแท้จริงแล้วสองคำนั้นมีความหมายต่างกันแต่ฮูมมองราวกับว่ามันเหมือนกัน คาร์จิลสมมติตัวอย่างนักวิ่งมาราธอนชื่อบิลล์ บอกส์ (Bill Boggs) สมิธ (Smith) เพื่อนของเขาคิดว่าเขาชนะการแข่งขันวิ่งมาราธอนของบอสตันแน่ๆ เพราะยังหนุ่มแข็งแรงร่างกายสมบูรณ์และวิ่งประจำ ต้องชนะวิ่งมาราธอนในวันพรุ่งนี้ แต่จอห์น (John) ปฏิเสธว่าบอกส์ไม่ชนะแน่ เพราะเมื่อกี้นี้บอกส์ประสบอุบัติเหตุ กระดูกซี่โครงแตกหักอย่างรุนแรงตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล คาร์จิลกล่าวว่าถ้าเป็นฮูมก็คงจะบอกว่าอาจเป็นอื่นก็ได้ จริงอยู่ที่เราคิดได้ว่าไม่จำเป็นที่บอกส์จะมาวิ่งไม่ได้ การที่จอห์นยืนยันเช่นนั้นไม่ได้มีเหตุผลพิสูจน์ที่หนักแน่นเอาเสียเลยเพราะก็ยังมาจากวิธีการอุปนัยที่เห็นคนบาดเจ็บขั้นโคม่าแล้วลุกขึ้นมาวิ่งไม่ได้เลยหลายครั้ง จอห์นเลยเคยชินที่จะคิดว่าบอกส์ก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย แต่คาร์จิลถามว่าถ้าฮูมพูดเช่นนี้กับความเชื่อของจอห์น ฮูมมีเหตุผลที่เหมาะควรจะพูดหรือไม่? (Cargile 1998: 250) พิจารณาได้ว่าคาร์จิลยอมรับว่าอุปนัยใช้ได้ โดยแม้จะหาการให้เหตุผลพิสูจน์ที่หนักแน่นไม่ได้ แต่ก็มีความเหมาะควรแห่งเหตุผลในวิธีการอุปนัยที่ใช้สร้างความเชื่อนั้นแล้ว

หากเรายอมรับว่าข้อโต้แย้งของคาร์จิลถูกต้องข้อได้เปรียบประการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับข้อโต้แย้งนี้ก็คือคาร์จิลไม่ได้เสนอหลักการพิสูจน์ใดเพิ่มเติม เพียงแต่ใช้ตัวอย่างเฉพาะที่เห็นง่ายเข้าใจได้ง่าย ทำให้เห็นว่าการให้เหตุผลพิสูจน์วิธีการอุปนัยกลับจะไร้ประโยชน์ เพราะหากพบได้จริงก็ไม่ได้ยังให้เกิดความเหมาะควรแห่งเหตุผลอย่างที่มันมีอยู่ก่อนแล้วได้ อย่างไรก็ดี ข้อโต้แย้งแบบนี้ก็ยังไม่ได้บอกไปด้วยว่าให้เรากลับไปเชื่อได้ดังเดิมว่ามีกฎแห่งความเป็นสาเหตุผลและผลที่จำเป็นอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ จริง ข้อโต้แย้งของคาร์จิลบอกได้แต่เพียงว่าเมื่อเราไม่สามารถให้เหตุผลพิสูจน์ว่ามีกฎดังกล่าวได้ อาจไม่ได้หมายความเสมอไปว่าเรากำลังขาดความเหมาะควรแห่งเหตุผลตามไปด้วย

อ้างอิง

Cargile, James. 1998. The Problem of Induction. In Philosophy 73(284): 247 – 275.

Hume, David. 1748/2007. An Enquiry Concerning Human Understanding, edited by Peter J.R. Millican. Oxford: Oxford University Press.

Russell, Bertrand. 1912/1998. The Problem of Philosophy. Oxford: Oxford University Press.

 

Induction, Justification, and Reasonableness

By Theptawee Chokvasin from Kasetsart University, and Philosophy and Religion Society of Thailand

Generally, we are sure that the sun will rise in the east as it does every day, and that the glass of water will surely be broken if it is recklessly brushed off the table without any underlying supportive materials. We would call it knowledge from experience, and it makes us believe that the similar events are to recur next time; that the sun will also rise tomorrow, and that if we negligently brush any glass off the table again it will be broken. This sort of belief is what we call a belief in the law of causality. Here a question arises: how can we have this kind of belief?

Logically, induction is a method of reasoning based on knowledge of cumulative experiences for us to construct our possible conjecture of future occurrences. All of the ravens we have observed are black, then we predict that the next one must also be black. Inductive reasoning is widely used in constructing knowledge, scientific theories, and our daily life. However, David Hume, an 18th century Scottish philosopher, offers his counterargument that the method could only bring us to form a belief, not a necessary chunk of true knowledge. In other words, it is the method of conjecture that the future would be as much same as what had happened in the past according to our historical experiential records. We have made our prediction just because we believe that it must be accorded with what have happened. It is not the case to say that we can know about it full well that we already conceive of the law of necessary causality existing behind those events.

Why does Hume consider that his thesis is strongly justified? In his An Enquiry Concerning Human Understanding (1748) he divides two kinds of knowledge according

to our understanding by reason. (A) “Relations of Ideas,” as can be considered from a proposition “that three times five is equal to the half of thirty.” It is necessarily true in the sense that we cannot think otherwise because it would make a contradiction. (B) “Matters of Fact,” as found in another proposition “that the sun will rise tomorrow.” Although it is true to the fact, we can think of the contradictory situation that the sun will not rise tomorrow

(Hume 1748/2007: 18). Hume says further that knowledge of causalities is also included in matters of fact. From the above example of the glass, we can imagine differently about it, such as it floats in the air when it is brushed off the table or it falls on the floor but not broken. What is the very source of our confidence in the causal knowledge that it will surely be broken when it falls down? Hume points out to the foundation of “experience” (1748/2007: 23). Our conjecture that what will happen must be similar to what have happened forms us a habit of conceiving of some underlying necessary law of causality. In fact, an event of the glass falling happened first, and later came another event of the glass being broken. The

second event has just occurred after the first in terms of customary conjunction, our experience does not report something as a necessary connexion between them (1748/2007: 32-34).

Why Hume’s problem is so threatening to philosophers and scientists that they need some counterarguments? Bertrand Russell, a philosopher in the early period of 20th century, considers that Hume is attacking our acknowledgement of causal prediction and induction. For us to draw a cogent conjecture, it must be from correlated factors of what happened in the past. For example, we feel that having a belief that the sun will rise tomorrow is more cogent than not to have it. When we were asked why the belief is

more cogent, our answer would be something like the sun has always been like that. Nevertheless, deep in our mind we know that there is no guarantee anything will be in the same way tomorrow even though they have always been that way.

So, Hume’s problem has a direct impact on the justification of belief (Russell 1912/1998: 33-36).

James Cargile in his “The Problem of Induction” (1998) argues with Hume that he did not differentiate between ‘justification’ and ‘reasonableness.’ The two notions are not similar in meaning but Hume considered them as if they were the same. Let it be supposed there is

a marathon runner, Bill Boggs, who is considered by his friend, Smith, to be the winner of Boston marathon tomorrow because Boggs runs regularly, and his body is always in a perfect condition. However, John denies Smith’s conjecture by saying that Boggs has just got into an accident. He is now at hospital with a medical diagnosis of severe rib fracture. Cargile points out that Hume’s consideration would result in saying that it could be something else. It is not necessarily true that Boggs cannot come to the marathon competition. John’s assertion is not strongly justified because it is stemming from inductive inference gleaned from many records that there are none of comatose wounded runners who could get right back to running. So, John is wont to think that Boggs would be like that as well. Nevertheless, Cargile asks whether Hume’s judgement on John’s belief like that is reasonable (Cargile 1998: 250). It can be seen that Cargile accepts the cogency in induction. Even though it cannot be strongly justified, it is already reasonable to form one’s belief.

If Cargile’s argument is accepted, there is an advantageous point in it because it gives none of additional proof. Just only a simple demonstration is given for it to show that justification of induction is rather pointless. Although the justification can be found, it does not yield any reasonableness that already exists. However, this argument does not confirm us to get back to the belief that there exactly is law of causality behind events. Cargile’s argument simply points out that

it is not always true that when we lack justification of the law of causality, we lack

either the reasonableness of our belief in it.