เรื่องของบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) และมรดกของกลุ่มการออกแบบในปีเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี.

โดย อรรุจา เฟม บุญญสิทธิ์

เมื่อพูดถึงบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) คงต้องนึกถึงกาน้ำชา ที่ออกแบบโดยมารีอานน์ บรันดท์ (Marianne Brandt) ในขณะที่สัดส่วนของรูปร่างนั้นออกแบบเพื่อความสะดวกในการจับและการใช้งาน สิ่งที่ ทําให้กาน้ำชาเฉพาะนี้มีรูปแบบที่โดดเด่นซึ่งได้รับการผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีก คือรูปทรงเรขาคณิตและสัดส่วนที่สง่างาม กาน้ำชานี้เป็นสัญลักษณ์ที่แท้จริงของการออกแบบและปรัชญาของบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) ซึ่งเป็นการผสมผสานรูปแบบและการใช้งาน เข้ากับศิลปะ การออกแบบ และ สถาปัตยกรรม ความสวยงามและการใช้งานได้เข้าด้วยกัน อย่างเช่นระเบียงโค้งของการอาคารบ้าน ในเมืองเทลอาวีฟ (Tel Aviv) ที่ภายใต้แสงแดดที่แรงกล้า ระเบียงรูปทรงเรขาคณิตมอบเงา และสร้างรูปร่างที่แตกต่างให้กับอาคาร

แม้ว่าโรงเรียนจะถูกปิดลงเมื่อมีอายุได้เพียง 14 ปี แต่บาวเฮ้าส์ (Bauhaus) เป็นชื่อที่เกือบทุกคนรู้จัก แม้แต่ในกลุ่มคนที่รู้จักงานในโลกการออกแบบน้อยที่สุดก็ยังเคยได้ยินเช่นเดียวกับในเทลอาวีฟ ซึ่งบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) ได้กลายเป็นชื่อที่ใช้ในครัวเรือนจากยุคศตวรรษที่ 20 จนถึงทุกวันนี้ ปีนี้เป็นปีครบ รอบ 100 ปีของโรงเรียน และอาคารที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้กลุ่มความเคลื่อนไหว Bauhaus ในเวลานั้น ยังคงยืนอยู่อย่างสง่างามในพื้นผิวของเมือง และยังคงอยู่ไปควบคู่กับผู้คน

ในปี 1933 เมื่อพวกนาซีปิดโรงเรียนบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) ด้วยการปฏิเสธแนวคิดเรียบง่าย (minimalist) ของโรงเรียนและความรักในเทคโนโลยีใหม่ รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่า “รูปแบบตาม หน้าที่” (Form follows function) อาคารต่างๆภายใต้นาซีเยอรมนี มีการตกแต่งด้วยองค์ประกอบการ ตกแต่งที่เน้นความมากและขนาดที่ใหญ่โต เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของนาซีเยอรมนี เป็นผลให้ นักศึกษาและสถาปนิกของบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) ชาวยิวเยอรมันหนีไปที่เทลอาวีฟ และเริ่มสร้าง Bauhaus นอกประเทศเยอรมนี ในบรรดานักเรียน 700 คนที่ลงทะเบียนที่บาวเฮ้าส์ (Bauhaus) ตลอด 14 ปีของโรงเรียน สถาปนิกสี่คนรวมถึง อริห์ ชารอน (Arieh Sharon) มูนิโอ จิไต ไวน์เราวบ์ (Munio Gitai Weinraub) ชมูเอล เมสเตกคิน (Schmuel Mestechkin) และ ชโลโม แบร์นสไตน์ (Shlomo Bernstein) ย้ายไปยังเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งในตอนนั้นคือปาเลสไตน์ภายใต้การปกคลุมของ อังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 20 ถึง 30 พวกเขาได้รับโอกาสที่เป็นดั่งฝันของสถาปนิกสมัยใหม่ นั่นคือ โอกาสในการออกแบบเมืองในศตวรรษที่ 20 ที่ต้องการการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างรวดเร็ว เมืองนี้เป็น เขตเมดิเตอเรเนียนที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ที่มีชื่อว่า เทลอาวีฟ การแทรกซึมของกลุ่มบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) ก่อให้เกิดไวท์ซิตี้ (White City) ซึ่งชื่อเมืองสีขาวนั้นมาจากการใช้พลาสเตอร์สีขาวบนหน้าอาคาร ใน เวลานั้นความต้องการที่อยู่อาศัยและอาคารในเมือง สะท้อนกับสุนทรียภาพและอุดมคติของ บาว เฮ้าส์ (Bauhaus) มันเป็นเรื่องบังเอิญที่เปี่ยมไปด้วยความสุขสําหรับสถาปนิกเหล่านี้ เพราะสไตล์ สากล (International style) เป็นที่นิยมในเวลานั้น รูปแบบที่เรียบง่ายของอาคารแบบบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) ที่ไม่มีความหรูหราหรือสิ่งตกแต่งหน้าอาคารในแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิก ทําให้การ สร้างนั้นง่ายขึ้น นับเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสร้างอาคารที่มีราคาไม่แพงในการก่อสร้างแต่คงความ สวยงามของสถาปัตยกรรม การย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ของผู้อพยพชาวยิวเยอรมันที่หนีจากนาซี เยอรมนี อาคารที่มีต้นทุนการก่อสร้างต่ำและมีสไตล์นั้นถึงดูดลูกค้ามากที่สุด

อุดมการณ์ของบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) ในการรวมพลังของศิลปินช่างฝีมือและผู้ผลิตเข้าด้วยกัน เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับการก่อตั้งเมืองของเทลอาวีฟ ผู้ก่อตั้งเมืองส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานที่ต้องการ สะท้อนค่านิยมทางสังคมในสถาปัตยกรรมของเมือง ซึ่งสําหรับสถาปนิกบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) แล้ว สถาปัตยกรรมเป็นกระจกสะท้อนของสังคม ที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองวัตถุประสงค์เท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางให้กับการพัฒนาชุมชนในอนาคต สถาปัตยกรรมแบบสไตล์สากล (International style) ที่กลุ่มบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) นํามาใช้เป็นจุดเริ่มต้นนั้นถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเมืองเทลอาวีฟ โดยมี ลักษณะเฉพาะที่เหมาะสมกับบริบทด้านสิ่งแวดล้อมของเมือง กระจกถูกใช้น้อยลงอย่างมากเพื่อช่วย ลดภาวะเรือนกระจกในสภาพภูมิอากาศเมดิเตอร์เรเนียนที่มีความร้อนจัด ระเบียงถูกสร้างขึ้นเพื่อรับ ลมทะเลและในขณะเดียวกันก็ยังเป็นแผงกั้น (brise-soleil) เพื่อบังแดด ระเบียงทรงเรขาคณิตเหล่านี้ มีรูปร่างกลมและสี่เหลี่ยม ซึ่งสร้างเอฟเฟกต์เงาอย่างน่าทึ่ง และให้มิติแบบประติมากรรมแก่อาคาร รูปทรงกล่อง อาคารกว่า 4,000 อาคารในแบบโมเดิร์น ยังคงตั้งอยู่ในเทลอาวีฟ อาคารเหล่านี้กําลังได้ รับการปรับปรุงใหม่และยังมีผู้คนอาศัยอยู่ซึ่งสําหรับสถาปนิกแล้วเป็นสิ่งที่น่าประทับใจที่สุด อาคาร เหล่านี้ยังคงพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องกับเมืองอย่างน่าทึ่ง บาวเฮ้าส์ (Bauhaus) ในเทลอาวีฟ เป็นบาว เฮ้าส์ (Bauhaus) ในแบบเทลอาวีฟ แต่ยังเป็นบาวเฮ้าส์ (Bauhaus) ที่เป็นหัวใจหลักของอุดมคติในการออกแบบที่รูปแบบหลอมรวมกับการใช้งานอย่างสง่างาม.

 

 

On Bauhaus..and its legacy in the year of the centenary celebration.

By Ornruja Fame Boonyasit

Speaking of Bauhaus, one must think of the teapot designed by Marianne Brandt. The small size is due to the function of making concentrated tea to be mixed with hot water in the teacups, while the proportions of the shapes are for the ease of grip and use. What makes this particular teapot a striking design that has been reproduced over and over, is the geometrical shapes and elegant

proportions. This teapot the true

symbol of Bauhaus design and

philosophy, that is to combine form and function in art, design and architecture. Bauhaus buildings are not over the top, they are rather a respond to International style, while asserting more design

aspects by allowing functional elements to work both aesthetically and functionally, like the curved

balconies of the housing buildings in Tel Aviv, where, with the city’s strong sunlight, they cast shadows that give a different form to the buildings.

Although the school only existed for 14 years, Bauhaus is a name that even the least of design affectionate have heard of. This is the same in Tel Aviv, where Bauhaus has become a household name from the 20s until today. This year marks the 100th celebration of the school, and the buildings from the time of the movement’s rise still stands within the urban landscape, living on with Tel Avivians.

In 1933 when the Nazis shut down the Bauhaus school with their rejection of the school’s minimalist thinking and the love of new technologies, the so-called “form follows function”, they celebrated instead the return to classicism and hence we saw the spread of massive buildings with ravishing ornamentations to express Nazi Germany’s grandeur. As a result, Bauhaus students and architects of German-Jewish roots fled to Tel Aviv and started to build the foundation of Bauhaus outside of Germany. Of all 700 students that enrolled at the Bauhaus over 14 years of the school’s rather short life, four architects

including Arieh Sharon, Munio

Gitai Weinraub, Shmuel Mestechkin and Shlomo Bernstein moved to British Mandatory Palestine in the 1930s. There, they found a modernist

architect’s dream opportunity, the chance to design a 20th century city in need of housing and urban

developments. That city was the newly established Mediterranean metropolis of Tel Aviv, and with the infiltration of Bauhaus, The White City was born. The name White City was for the buildings’ plaster veneers. At that time, the needs for housings and buildings that are cheap to build resonates with Bauhaus aesthetics and ideals. It was a happy coincidence also because at the time, International style was fashionable. Bauhaus’

simple style of building without ornate facades made it more simple to build. It was the best way to build inexpensive but beautiful buildings. With the large migration of German Jewish immigrants who also fled from Nazi Germany, low construction costs for buildings with style sold.

 

The Bauhaus’ ideology of uniting the forces of artists, craftsmen and

manufacturers made the most sense with Tel Aviv’s founding generation. They are mostly working class

generation who wanted architecture to reflect the society’s egalitarian values. To the Bauhaus architects, architecture is the mirror of society, it must not only serve purposes but also guides the way to future

development of the community. Instead of building strictly following glass and steel architecture of

International style, Bauhaus in Tel Aviv is unique to the city’s environmental context. Glass was reduced to avoid greenhouse effect in the hot

Mediterranean climate. Balconies are built everywhere to catch the sea breeze and at the same works as brise-soleil to block the sun. These geometrical balconies of round and rectangular shapes create a

dramatic effect of shadows that gives a

sculptural dimension to the minimalist box buildings. 4,000 modern buildings which are now world heritage in

architecture continues to live on in Tel Aviv. These buildings are being

renovated, and most impressively lived in. They are in continual development with the city. Bauhaus in Tel Aviv is a Tel Avivian Bauhaus, but it is also Bauhaus to the core of the school’s design ethos of form and function.