Grab a Pair and Get Walking สไตล์ในทุกย่างก้าว

เรื่อง ธารินี เปาริสคุตตะ
แปล ธารา จิตตาลน

แม้รองเท้าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่หยิบมาใส่ก่อนออกจากบ้านแต่ก็มีความสำคัญไม่น้อยเพื่อเติมเต็มคำพูดที่ว่าเนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า หากหน้าตาและเสื้อผ้าดูดีแต่กวาดตาลงมาแล้วคะแนนกลับติดลบที่รองเท้าก็คงจะทำให้ความประทับใจสะดุดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานและผู้บริหารซึ่งนอกเหนือจากความสามารถ ภาพลักษณ์คือสิ่งสำคัญที่จะสร้าง First Impression ในยุคเซลฟี่ที่พร้อมอัพโหลดรูปลงบนโซเชี่ยลมีเดียได้ตลอดเวลา

ดีไซเนอร์รุ่นเก๋าเจ้าของงานคัตติ้งสูทสุดเนี้ยบที่ผู้ชายต้องมีไว้ในตู้เสื้อผ้าอย่างจอร์จิโอ อาร์มานี (Giorgio Armani) กล่าวไว้ว่า “Cheap pair of shoes is bad economy. Shoes are the basis of your wardrobe” หรือรองเท้าราคาถูกนั้นเป็นการลงทุนที่แย่เพราะรองเท้าคือชิ้นเบสิคในตู้เสื้อผ้า และนี่คือรองเท้าคู่คลาสสิคตลอดกาลที่ยังคงเห็นบนรันเวย์แฟชั่นและสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

American vs British

นิตยสารชื่อดังฉบับหนึ่งเคยวิจัยและเผยสถิติออกมาว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายหนึ่งคนมีรองเท้า 12 คู่ เรื่องจริงที่น่าสนใจคือรองเท้าคลาสสิคสำหรับผู้ชายมีต้นกำเนิดจากฝั่งอเมริกาและอังกฤษ เริ่มจากรองเท้า Must-Have ที่ผู้ชายทุกคนต้องมีคือรองเท้าแบบที่เรียกว่าอ๊อกซ์ฟอร์ด (Oxford shoes) มีต้นกำเนิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงเวลาอันแร้นแค้นและขาดวัสดุหนังเพื่อใช้ทำรองเท้า เมื่อวัสดุหนังเริ่มหาได้ง่ายขึ้น รองเท้าอ๊อกซ์ฟอร์ดจึงเป็นที่นิยมสำหรับหนุ่มอังกฤษในยุคนั้นซึ่งมีการเสริมส้นให้หนาเช่นเดียวกับรองเท้าผู้ชายในปัจจุบัน ดังนั้นการที่ผู้ชายสวมใส่รองเท้าเสริมส้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าตื่นเต้นมาตั้งนานแล้ว รองเท้าอ๊อกซ์ฟอร์ดเหมาะสำหรับลุคที่เป็นทางการและแคชวล วิธีการดูรองเท้าอ็อกซ์ฟอร์ดแบบง่าย ๆ คือเชือกรองเท้าที่ผูกไว้จะปิดสนิท (Closed Lacing) ซึ่งต่างจากรองเท้าเดอร์บี้ (Derby) หรือที่เรียกกันว่าบลูเชอร์ (Blucher) เชือกรองเท้าที่ผูกไว้จะเป็นแบบเปิด (Open Lacing) ทำให้ชิ้นหนังแยกออกไปทางซ้ายและขวา ไม่ได้ปิดสนิทแบบอ๊อกซ์ฟอร์ด รองเท้าเดอร์บี้จึงดูแคชวลกว่า เป็นรองเท้าที่ดูแฟชั่นและสปอร์ตเพราะเมื่อก่อนผู้ชายใส่รองเท้าประเภทนี้เพื่อออกไปล่าสัตว์

Oxford
Derby

นอกจากนี้ฝั่งอังกฤษยังเป็นต้นกำเนิดของรองเท้ายอดนิยมตลอดกาลสำหรับผู้ชายคือโบร้ก (Brogue) ถือกำเนิดในสก๊อตแลนด์และไอร์แลนด์ มีจุดเด่นอยู่ที่รูฉลุบนรองเท้าเพื่อไว้ระบายน้ำและความชื้น เช่นเดียวกับเทรนช์โค้ท รองเท้าโบร้กจึงเป็นอีกไอเท็มที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาพร้อมกับฟังก์ชั่นและดินฟ้าอากาศของอังกฤษที่ฝนตกตลอดเวลา

Brogue
Loafer

ข้ามมากันที่ฝั่งอเมริกาอันเป็นจุดกำเนิดของรองเท้าที่เรียกว่าโลฟเฟอร์ (Loafer) ซึ่งแตกต่างจากสามแบบที่กล่าวมาเพราะเป็นรองเท้าแบบ Slip On หรือรองเท้าสำหรับสวมโดยไม่ต้องผูกเชือก จริง ๆ แล้วตามประวัติศาสตร์นั้นรองเท้าโลฟเฟอร์ดัดแปลงมาจากรองเท้าม็อคคาซิน (Mocassin) ที่ชาวนอร์เวย์สวมใส่ในบ้าน เมื่อชาวอเมริกันออกเดินทางและไปเห็นเข้าจึงนำรองเท้าชนิดนี้กลับไปที่อเมริกา ด้วยรูปแบบรองเท้าทำให้ดูแคชวล แต่อย่างไรก็ตาม แฟชั่นไม่มีกฎเกณฑ์เรื่องการมิกซ์แอนด์แม็ตช์ เราจึงมักเห็นโลฟเฟอร์จับคู่กับลุคสูทเนี้ยบ ๆ หรือกึ่งทางการตั้งแต่บนรันเวย์แฟชั่นไปจนถึงสตรีทสไตล์

รองเท้าจึงเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ทำให้ผู้ชายได้สนุกกับการแต่งตัวและเปลี่ยนลุคได้อย่างชาญฉลาดและรวดเร็วสำหรับหลายบทบาทและในทุกย่างก้าวของแต่ละวันตั้งแต่กลางวันไปจนถึงกลางคืน

 

Grab a Pair and Get Walking

Story Tarinee Paoriskutta Translation Tara Jittalan

Though your shoes may be the last thing you put on before leaving the house, don’t neglect them because they help complete your look. If your hair and clothes are on point but your shoes just aren’t cutting it, it can have a negative impact. This is especially true if you are a professional or an executive who needs to maintain your image in order to create a good first impression in this age of selfies, where your picture can be uploaded to social media at all times.

Legendary designer of exquisite suits Giorgio Armani once said, “Cheap pair of shoes is bad economy. Shoes are the basis of your wardrobe.” Classic shoes are still making appearances on the runway today yet are also suitable for daily life.

American vs British

One famous magazine once revealed that on average, a man owns twelve pairs of shoes. A little-known fact is that classic men’s shoes had their origins in the United States and the United Kingdom. Let’s start with one of the must-haves, the Oxford shoes. They were born after the Second World War, a time of scarcity when it was difficult to find leather for shoes. When leather became easier to locate, Oxfords gained popularity in young British men of the era. They have thick heels, just like modern men’s shoes, so it’s never been odd for men to wear shoes with padded heels. Oxfords are good for both formal and casual looks. It’s easy to tell whether a pair of shoes are Oxfords; they have closed lacing, as opposed to open lacing in Derby or Blucher shoes which keeps the leather pieces apart. Derbies are more casual; they have a fashionable and sporty vibe because men used to wear them when going hunting.

Oxford
Derby

The UK also gave birth to another all-time favorite in men’s shoes – Brogues. These were first made in Scotland and Ireland and can be identified by decorative perforations which are there to prevent water and humidity from getting trapped inside, just like trench coats. In this way, brogues are another invention created with the rainy English weather in mind.

Brogue

On the other side of the ocean we have America, the birthplace of loafers. Loafers are different from the other three kinds of shoes already mentioned because they are slip-ons, meaning that they need no laces. Historically, loafers were modified from the moccasins that Norwegians wore inside their homes. When Americans traveled to Norway and saw these shoes, they took them back home. The shoes’ appearance makes them seem casual, but there is no rule against mixing and matching in fashion, so we often see loafers being worn with neat suits, paired with semi-formal looks on runways or mixed with street fashion.

Shoes can give men a fun chance to change up their looks cleverly and quickly to match every role and occasion, from morning until night.