Van Cleef & Arpels ร้อยฉันทลักษณ์ลูกปัดทอง

ลูกปัดทองกลมกลึง ซึ่งถูกนำมาร้อยเรียง ประกอบกันเป็นเครื่องประดับสไตล์ต่างๆ เพื่อถ่ายทอด ความเบิกบาน สดใส มีชีวิตชีวาจนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่ง Van Cleef & Arpels ได้รับการรังสรรค์อย่างต่อเนื่องนับแต่เริ่มวางจำหน่ายจนถึงปัจจุบัน เป็นที่รู้จัก จดจำ และชมชอบ ในนาม Perlée (แปรเล่ ในภาษาฝรั่งเศสคือ pearl ในภาษาอังกฤษเพื่อสื่อถึงงานประดับลูกปัด ทรงไข่มุก)

สำหรับคอลเลคชันล่าสุดในปีนี้ ทองคำเฉดเหลือง, ทองคำสีกุหลาบ และทองคำขาว ถูกนำมาใช้ ในการสรรค์สร้างลูกปัดทรงไข่มุก ร่วมกับบรรดารัตนชาติ และรงคศิลาเลอค่า รวมถึงแผ่นแม่มุก มาเธอร์-ออฟ-เพิร์ล (mother-of-pearl) และปะการังสีส้มสดหรือโครัล (coral) ต่างก็ผ่าน ความพิถีพิถันทางงานฝีมือเจียระไน และขัดผิวรูปทรงกลมกลึงให้อำนวยต่อการสะท้อนแสง ทอประกายสุกสกาวระยิบระยับรอบทิศทาง ก่อนนำมาเรียงร้อยบนตัวเรือนเครื่องประดับ และ เครื่องบอกเวลาอย่างวิจิตรบรรจงดุจรจนาบทฉันทลักษณ์บรรยายความงาม โดยอาศัยลูกเล่น กราฟิกร่วมกับมิติทรงในการเร่งระดับความเข้มแสงเพิ่มความสว่างเรืองรองให้แก่ทุกชิ้นงานด้วย ความหลากหลายทางสไตล์การออกแบบ และการเลือกใช้วัสดุเลอค่านานาชนิด ประกายสุกสว่าง เรืองรองของผลงานสร้างสรรค์อันอ่อนช้อยเหล่านี้ ล้วนสะท้อนถึงไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญด้านต่างๆ ของเมซงได้อย่างแยบคาย

ภาพบน: แหวนแปรเล่ประดับเพชร 5 แถว (Perlée diamonds 5-row ring) ตัวเรือนทองคำเฉดเหลืองรองรับงานฝังลูกปัดมุกทองคาด
แถบเพชรเรียงแถว; แหวนแปรเล่กูเลอรส์ลูกปัดมุกทอง 5 แถว (Perlée couleurs 5-row ring) ตัวเรือนทองคำเฉดเหลืองรองรับงาน
ฝังลุกปัดมุกทองคาดแถบมรกตเรียงแถว
ภาพหน้าที่แล้ว: แหวนแปรเล่กูเลอรส์ (Perlée couleurs rings); กำไลข้อมือปลายเปิดแปรเล่ กูเลอรส์ (Perlée couleurs bracelet)
ต่างหูแปรเล่ลูกปัดมุกทองล้อมเพชร (Perlée diamonds earrings)

ร้อยทํานองแห่งสีสัน

เพื่อสืบสานธรรมเนียมแห่งการใช้ลูกปัดทองในการจุดประกายความรู้สึกเบิกบาน สนุกสนานผ่านผลงานต่างๆ ของ Perlée collection งานออกแบบใหม่สำหรับแหวนแปรเล่ทั้งห้ารุ่น ยังคงอาศัยรายละเอียดอันทรงแบบฉบับ เหล่านี้ขับเน้นความโดดเด่นแก่บรรดารงคศิลาหลากสีให้ทวีประกายเจิดจรัสสดใสสะกดสายตา โดยอาศัยรูปทรง กลมกลึง กับเส้นโค้งอ่อนช้อย ผลงานทั้งห้าแบบนี้คือการรังสรรค์สุนทรียศิลป์ทางการออกแบบของแหวน ฟิลิปปิน (Philippine ring: ตัวเรือนแหวนรองรับงานประดับรัตนชาติหัวแหวนทรงปล้องโค้งแบบฝังหน้าจม ลงในวงโครงสร้างจนแนบชิดราวกับเป็นเนื้อวัสดุเดียวกัน) ซึ่งเมซงสรรค์สร้างขึ้นในปี 1968 ผ่านลูกเล่นไล่ขนาด สัดส่วนเพื่อเรียงร้อยความแตกต่างทางสีสันของบรรดารงคศิลาให้ลงตัวกับเพชรจรัสประกายท่ามกลางแถว ลูกปัดมุกทองขนาบข้างหัวแหวนทรงปล้องอันถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากผลงานรุ่นต้นแบบในยุคนั้น ความแยบคายทางการใช้ความคิดสร้างสรรค์ มอบความสดใหม่ให้แก่คอลเลคชัน ดุจท่วงทำนองสดใสของ เพลงป๊อปซึ่งถูกบรรเลงขับขานถึงบรรยากาศของวันแดดสวยฟ้าใส ณ ศูนย์กลางของการฝังรัตนชาติขึ้นตัวเรือนสามมิติจะแสดงถึงความแยบยลในการใช้ความคิดสร้างสรรค์แล้ว เครื่องประดับแต่ละชิ้นยังเป็นเสมือนเวทีรองรับรัตนชาติ ซึ่งถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถันโดยพิจารณาถึงประกาย สดสว่างของสีสันร่วมกับมิติของการสะท้อนแสง จากสีดำขลับเป็นเงางามของนิลกาฬหรือออนิกซ์ (onyx) ไป จนถึงสีเขียวเข้มแซมเส้นริ้วลายสายแร่ที่เรียบตัวอย่างงามสง่าในเนื้อพลอยนกยูงหรือมาลาไคท์ (malachite) ที่ต่างก็เป็นรงคศิลาอันหาได้ยากยิ่งจนทำให้ผลงานแต่ละชิ้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างจำกัดจำนวนเช่นเดียวกับพลอยน้ำสมุทรลาพิซ ลาซูลิ (lapis lazuli) สีน้ำเงินเข้มเจือประกายระยิบระยับล้ำลึก, หินไข่นกการเวกเทอร์คอยซ์(turquoise) สีฟ้าน้ำทะเลสดใส และปะการังสีส้มสดอมแดง บนตัวเรือนทองคำเหลืองอร่ามเรืองรองเทคนิคขัดผิวขึ้นเงาราวกระจกที่ใช้กับลูกปัดมุกทองกลมกลึง ซึ่งถูกฝังเรียงคู่ขนานขนาบเพชรลูกแถวเดี่ยวประกบข้างรัตนชาติหัวแหวน ก่อลีลาสะท้อนแสงต่อกันและกันเพื่อเร่งระดับความสว่างทวีความโดดเด่นให้แก่ลูกเล่นขั้วต่างทางความขัดแย้ง เป็นท่วงทำนองซับซ้อนจากจังหวะอันเรียบง่ายของการใช้วัสดุเลอค่าเพียงสามชนิดได้อย่างวิจิตรบรรจง

แหวนแปรเล่ กูเลอรส์ (Perlée couleurs ring) ตัวเรือนทองคำเฉดเหลืองรองรับ
หัวแหวนเทอร์คอยซ์ประดับเพชร; ตัวเรือนทองคำเฉดเหลืองรองรับหัวแหวน
มาลาไคท์ประดับเพชร; ตัวเรือนทองคำเฉดเหลืองรองรับหัวแหวนลาพิซ ลาซูลิ
ประดับเพชร
แหวนแปรเล่ กูเลอรส์ (Perlée couleurs ring) ตัวเรือนทองคำเฉด
เหลืองรองรับหัวแหวนออนิกซ์ประดับเพชร; ตัวเรือนทองคำเฉด
เหลืองรองรับหัวแหวนโครัลประดับเพชร
แหวนแปรเล่ กูเลอรส์ (Perlée couleurs ring), สร้อยคอยาวแปรเล่ กูเลอรส์
ดัดแปลงวิธีสวมใส่ได้ (Perlée couleurs transformable long necklace),
กำไลข้อมือลูกปัดมุกทองแปรเล่, กำไลข้อมือแปรเล่ลูกปัดมุกล้อมเพชร 1 แถว
(Perlée diamonds 1-row bracelet), แหวนลูกปัดมุกทองแปรเล่

คู่ประสานประกายแสง

ในส่วนของ Perlée couleurs collection หรือเครื่องประดับ “แปรเล่ กูเลอรส์” ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวจากการใช้ลูกปัดมุกต่างสี ต่างวัสดุในการตกแต่งร่วมกับลูกปัดมุกทอง ทวีความครบครันทางตัวเลือกทางงานออกแบบด้วยลูกเล่นสีสัน และวัสดุของผลงานใหม่สองชุด อันประกอบไปด้วยกำไลข้อมือปลายเปิดสองสไตล์กับจี้สร้อยคออีกสองแบบ  กำไลข้อมือปลายเปิดรังสรรค์จากผลงานรุ่นต้นแบบ 2017 คือบทบรรจบอันล้ำค่าระหว่างโดมทองคำเฉดเหลืองฝังเพชรกับรูปทรงโค้งมนของงานเจียระไนหลังเบี้ยของพลอยน้ำสมุทร หรือปะการังบนความวิจิตรบรรจงของงานฝีมือฝังลูกปัดมุกทองเรียงแถวลดหลั่นไล่ลำดับเพื่อก่อลีลาล้อแสงจรัสประกายระยิบระยับประดับข้อมือ ในขณะที่จี้สร้อยคอ งานเจียระไนหลังเบี้ยของพลอยน้ำสมุทรกับปะการังเผยความงามสง่าท่ามกลางเส้นทรงอ่อนช้อยของวงล้อมลูกปัดทองคุณภาพระดับสูงอันเป็นมาตรฐานสำคัญในการพิจารณาคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ส่งผลให้ทั้งพลอยน้ำสมุทรสีน้ำเงินเข้มล้ำลึก และปะการังสีส้มอมแดงสดสว่างซึ่งถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกกับเครื่องประดับเหล่านี้กลายเป็นรงคศิลาหายาก จึงเท่ากับจำกัดจำนวนการสรรค์สร้างผลงานไปโดยปริยาย ความสม่ำเสมอของเนื้อสีสดชัดเผยตัวจากพื้นสัมผัสที่ผ่านการขัดเจียนอย่างประณีต พิถีพิถันจนเรียบเนียนเกลี้ยงเกลายังปรากฏบนพลอยนกยูง, โมราสีเพลิงคาร์เนเลียน (carnelian) และหินไข่นกการเวก เพื่อมอบความหลากหลายทางตัวเลือก โดยมีเพชรน้ำงามซึ่งผ่านการเจียระไนอย่างวิจิตรบรรจงร่วมกันเติมประกายอบอุ่น สว่างสุกใสให้แก่รงคศิลาต่างสีที่ปลายวงกำไลฝั่งตรงข้าม

ความหลากหลายของสีสันอัล้ำค่า

เป็นครั้งแรกนับจากเปิดตัวเมื่อปี 2008 ที่เครื่องประดับลูกปัดไข่มุกทองของ Perlée collection ได้นำอัญมณีหลากสีมาเรียงร้อยประดับบนแหวนสามรุ่นใหม่ ซึ่งต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานต้นแบบของกำไลข้อมือ และแหวนในรุ่น “กาโรลีน” (Caroline: งานออกแบบเครื่องประดับประกอบตัวเรือนด้วยลูกปัดทองรองรับลูกเล่นร้อยวัสดุต่างชนิดต่างเฉดสีเป็นริ้วแถบคาดทแยงแนวขวาง) ที่ Van Cleef & Arpels สร้างสรรค์ขึ้นปลายทศวรรษ 1970 สำหรับสุนทรียศิลป์ทางการออกแบบ ยังคงลักษณะเฉพาะตัวอันทรงเอกลักษณ์ นั่นคือการใช้ขั้วต่างทางความขัดแย้งระหว่างประกายวิบวับสกาวแสงจากสัณฐานกลมกลึงแบบฉบับแปรเล่กับความสดใสในสีสันของทับทิม, ไพลิน และมรกต ซึ่งล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถันโดยบรรดานักอัญมณศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญของเมซง ให้ตรงตามมาตรฐานระดับสูงอย่างเคร่งครัด สีแดงเลือดนกของทับทิม ทวีความโดดเด่นตัดประกายสกาวแสงละมุนของทองคำสีกุหลาบได้อย่างกลมกลืน ในขณะที่สีน้ำเงินสดล้ำลึกของไพลิน และเฉดเขียวส่องของมรกต ก็ลงตัวกับประกายอบอุ่นสุกปลั่งเป็นเงางามจากทองคำเหลืองอร่ามด้วยลูกเล่นทางการออกแบบเพื่อถ่ายทอดอารมณ์สนุกสนาน เบิกบานของคอลเลคชัน เครื่องประดับเหล่านี้ ต่างมีลักษณะเฉพาะตัวจากการใช้สัดส่วนอสมมาตรร่วมกับรูปทรง อันอำนวยต่อการล้อแสง เร่งประกายสว่างให้แก่ผลงานแต่ละชิ้น ไข่มุกทองถูกฝังเรียงห้าแถวเป็นแนวยาวตลอดโค้งตัวเรือนที่โอบกระหวัดรอบเรียวนิ้ว โดยที่ลูกปัดมุกทองขนาดใหญ่สุดเผยตัวดุจแนวหัวแหวนอยู่ด้านบน จากนั้น จึงไล่ระดับลดขนาดไปจนถึงเม็ดเล็กสุดทางด้านล่าง และยังโดดเด่นสะดุดตาด้วยการใช้ตะปูทองหัวมนกลมกลึงขัดเงายึดลูกปัดมุกเจียระไนจากรงคศิลาเลอค่าให้เรียงแถวเป็นแถบสีพาดทแยงบนเรือนวงแหวน เทคนิคซึ่งถูกนำมาใช้กับ Perlée collection เป็นครั้งแรกนี้ ต้องอาศัยความชำนาญ และความประณีต แม่นยำเหนือชั้นของช่างฝังอัญมณีขึ้นตัวเรือน อีกทั้งยังต้องเบามือเป็นพิเศษระหว่างทำงานกับพลอยเนื้ออ่อน อันสามารถเกิดตำหนิ ริ้วรอยได้ง่ายมากอย่างมรกต นอกจากนั้น เพื่อเร่งประกายระยิบระยับจรัสแสงให้แก่แหวนสไตล์นี้ โครงสร้างตัวเรือนยังได้รับการประดิษฐ์ขึ้นในลักษณะตาข่ายรวงผึ้งเปิดโปร่ง อำนวยให้แสงส่องผ่านรัตนชาติแต่ละเม็ด ร่วมกับความระมัดระวังของการดำเนินเทคนิคขัดผิวในทุกรายละเอียดทั่วทั้งตัวเรือน

แหวนแปรเล่กูเลอรส์ 5 แถว (Perlée diamonds 5-row ring) ตัวเรือนทองคำเฉดเหลืองรองรับงานฝังลูกปัด
มุกทองสลัดแถบไพลิน; ลูกปัดมุกทองสลับแถบมรกต; ลูกปัดมุกทองสีกุหลาบสลับแถบทับทิม
แหวนแปรเล่ลูกปัดมุกทองประดับเพชร 5 แถว (Perlée diamonds 5-row ring),
ต่างหูแปรเล่ กูเลอรส์ (Perlée couleurs),
จี้สร้อยคอแปรเล่ลูกปัดมุกทองล้อมเพชร
แหวนแปรเล่ลูกปัดมุกทองประดับเพชร 5 แถว (Perlée diamonds 5-row ring) ลูกปัดมุกทองคำเฉดเหลือง
สลับงานฝังเพชรเรียงแถวแถบทแยง; ลูกปัดมุกทองคำขาวสลับงานฝังเพชรเรียงแถวแถบทแยง; ลูกปัดมุก
ทองคำสีกุหลาบ สลับงานฝังเพชรเรียงแถวแถบทแยง

ลีลาสะท้อนแสงระหว่างเพชรกับทอง

สุนทรียศาสตร์ทางการออกแบบแขนงเดียวกัน ถูกนำมาใช้กับแหวนแปรเล่ประดับเพชร (Perlée diamonds ring)ทั้งสามสไตล์นี้ เพื่อให้ไฟในน้ำเพชรทรงกลมตอบสนองต่อประกายสีสุกสกาวจากทองคำเหลืองอร่าม, เนื้อกระจ่างแสงเป็นเงางามของทองคำขาว และเฉดโทนอบอุ่นของทองคำสีกุหลาบ ด้วยการใช้เส้นกราฟิกกับสัดส่วน และรูปทรง ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้ จึงจรัสประกายวิบวับระยับตาไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของปลายมือผู้สวมใส่และก็เช่นเดียวกันกับผลงานทั้งหมดทุกชิ้นจาก Van Cleef & Arpels เพชรทั้งหลายผ่านการคัดเลือกตามมาตรฐานคุณภาพชั้นสูงอย่างเคร่งครัดที่สุด (D, E, F ในแง่ของสี และ IF จนถึง VVS ในแง่ความกระจ่างหมดจดของน้ำเพชร)เพื่อเป็นผลงานสวมใส่ให้เข้าชุดกับแหวนแปรเล่ฝังเพชรจิกไข่ปลา (Perlée diamonds pavé ring) ซึ่งสรรค์สร้างไว้เมื่อปี 2020 เมซงได้เติมเต็มความครบครันในคอลเลคชันครั้งนี้ด้วยคู่ต่างหูสามสไตล์จากตัวเรือนทองคำเฉดเหลือง, ทองคำขาว และทองคำสีกุหลาบ และหาได้ต่างอะไรจากบทสะท้อนลูกเล่นเฉพาะตัวของแหวนรุ่นดังกล่าวงานรังสรรค์ต่างหูรุ่นใหม่โดดเด่นเป็นหนึ่งด้วยการนำรายละเอียดจำลองสถาปัตยกรรมริ้วลายคิ้วนูนต่ำที่ใช้ประดับมุมเพดานผนัง หรือบัวหัวเสามาเดินขอบล้อมกรอบหัวแหวนทรงโดมซึ่งรองรับการฝังเพชรลูกต่างขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเรียงแถวจิกไข่ปลาถึง 74 เม็ด ลายคิ้วนูนต่ำแต่ละเส้นริ้ว เป็นผลจากงานฝีมือสลักเสลา และขัดผิวเพื่อให้กลมกลืนเสมอกันทั้งชิ้นงาน ในขณะที่โครงสร้างเปิดโปร่งตาข่ายรวงผึ้ง อำนวยให้แสงส่องผ่านอัญมณีทั้งหลายเพื่อเร่งระดับความสว่างสูงสุด ส่งผลให้ตัวเรือนสามมิติน้ำหนักเบาของคู่ต่างหูเหล่านี้ สะกดสายตาด้วยจังหวะวิบวับระยับไหวอันบังเกิดจากลีลาสะท้อนแสงสู่กันระหว่างไฟในน้ำเพชรกับประกายเปล่งปลั่งสุกสกาวของเนื้อทอง

ต่างหูแปรเล่ฝังเพชรจิกไข่ปลา (Perlée diamonds pavé earrings) รุ่นตัวเรือนทองคำเฉดเหลืองฝังเพชร;
ตัวเรือนทองคำขาวฝังเพชร; ทองคำสีกุหลาบฝังเพชร
ต่างหูแปรเล่ฝังเพชรจิกไข่ปลา (Perlée diamonds pavé earrings),
สร้อยปลอกข้อมือแปรเล่ฝังเพชร (Perlée diamonds cuff),
แหวนแปรเล่ฝังเพชรจิกไข่ปลา (Perlée diamonds pavé ring)

นาฏกรรมบอกเวลา

เอกลักษณ์เชิงสุนทรียศาสตร์ทางการออกแบบของ Van Cleef & Arpels ยังถูกรังสรรค์มาสู่นาฬิกาข้อมือชุดใหม่ของ Perlée collection เครื่องบอกเวลาทั้งห้าสไตล์ใหม่ คือหลอมรวมความอ่อนช้อยของเส้นโค้งในทรงกลมเข้ากับรายละเอียดละเมียดละไมเพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจในงานเครื่องประดับอัญมณีและไหวพริบทางการพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญด้านประดิษฐกรรมนาฬิกาข้อมือ เส้นรูปทรงที่ลื่นไหลและต่อเนื่องถูกนำมาใช้เป็นลูกเล่นสำคัญเพื่อเติมอารมณ์ร่วมสมัยให้แก่ความสดใหม่ของเครื่องประดับบอกเวลาสัณฐานตัวเรือนทรงกลมงามสง่า บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิง เผยความทันสมัยผ่านประกายวามวาวจากงานฝังลูกปัดทองเรียงแถวซ้อนสองชั้น แต่ละเม็ดล้วนผ่านความประณีตของงานฝีมือขัดผิวขึ้นเงาเพื่อให้กรอบหน้าคู่ขนานเร่งความเข้มของแสงสะท้อนลงสู่กระจกแก้วโค้งนูนครอบเหนือพื้นหน้าปัดอันหลายหลากจากการเลือกใช้วัสดุ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นแม่มุก, นิลกาฬ และทองคำเฉดเหลือง ทุกแบบล้วนดึงดูดสายตาด้วยความละเอียดอ่อนของงานฝีมือสลักลายรัศมีตะวัน “กวิโญเช” (guilloché) ร่องลายได้เหลี่ยมมุมทำหน้าที่เป็นหน้าตัดรับแสงตกกระทบเพื่อเร่งระดับความเข้มให้แก่แสงสะท้อน ทวีประกายสว่างเรืองรอง อำนวยความสะดวกในการดูเข็มบอกเวลา ซึ่งอาศัยกลไกควบคุมจากปุ่มกดที่ซ่อนไว้ด้านหลังตัวเรือนให้พ้นสายตายามสวมใส่

นาฬิกาข้อมือแปรเล่ (Perlée watch) หน้าปัด 23 มม. กรอบหน้าปัดล้อมลูกปัดมุกทองคำเฉดเหลืองรองรับหน้าปัดทองคำเฉดเหลืองสลักลายรัศมีตะวัน “กิโญเช” (guilloché), กลไกขับเคลื่อนระบบสวิสควอร์ตซ์, สายนาฬิการิบบินกรอสเกรนสีขาว

ในผลงานใหม่ทั้งห้าสไตล์ นาฬิกาข้อมือสี่รุ่นได้รับการออกแบบสัดส่วนกรอบตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง23 มม. ส่วนรุ่นที่ห้าอาศัยเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มม. แต่ละเรือนรองรับการสลับสับเปลี่ยนสายคาดทำจากริบบินกรอสเกรน รวมถึงสายโลหะยืดหยุ่นจากการร้อยลูกปัดมุกทองเรียงแถวกระชับข้อมือ ซึ่งกลมกลืนกับเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ ของคอลเลคชัน เพื่อถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบนาฬิกาประดับข้อมือ สายคาดร้อยลูกปัดไข่มุกทองกลมกลึงเข้ากับรายละเอียดเลอค่าบนกรอบหน้าปัด ยังอำนวยความสะดวกง่ายดายในการปลดจากตัวเรือนเพื่อสลับสับเปลี่ยนกับสายคาดแบบอื่น ให้ตอบรับกับอารมณ์ของผู้สวมใส่, โอกาสในการใช้งาน และรูปแบบของเครื่องแต่งกาย

จากซ้ายไปขวา: นาฬิกาข้อมือแปรเล่ (Perlée watch) หน้าปัด 23 มม. กรอบหน้าปัดล้อมลูกปัดมุกทองคำเฉดเหลืองรองรับหน้าปัด
มาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลขาวสลักลายรัศมีตะวัน “กิโญเช” (guilloché), กลไกขับเคลื่อนระบบสวิสควอร์ตซ์, สายนาฬิการิบบินกรอสเกรนสีขาว; กรอบหน้าปัด
ล้อมลูกปัดมุกทองคำเฉดเหลืองรองรับหน้าปัดมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลขาวสลักลายรัศมีตะวัน “กิโญเช” (guilloché), กลไกขับเคลื่อนระบบสวิสควอร์ตซ์, สายนาฬิกาลูกปัดมุกทองคำเฉดเหลือง; กรอบหน้าปัดล้อมลูกปัดมุกทองคำเฉดเหลืองรองรับหน้าปัดทองคำเฉดเหลืองสลักลายรัศมีตะวัน “กิโญเช” (guilloché), กลไกขับเคลื่อนระบบสวิสควอร์ตซ์, สายนาฬิการิบบินกรอสเกรนสีน้ำเงินดอกแพนซี; กรอบหน้าปัดล้อมลูกปัดมุกทองคำเฉดเหลืองรองรับหน้าปัดออนิกซ์สลักลายรัศมีตะวัน “กิโญเช” (guilloché), กลไกขับเคลื่อนระบบสวิสควอร์ตซ์, สายนาฬิการิบบินกรอสเกรนสีดำ
นาฬิกาข้อมือแปรเล่ (Perlée watch) หน้าปัด 30 มม. ล้อมกรอบลูกปัดมุกทองคำเหลืองอร่าม พื้นหน้าปัดทำจากแผ่นแม่มุกขาวสลักลายรัศมีตะวัน “กิโญเช”กลไกขับเคลื่อนระบบสวิสควอร์ตซ์ สายคาดนาฬิการิบบินกรอสเกรนสีขาว
นาฬิกาข้อมือแปรเล่ (Perlée watch) หน้าปัด 30 มม.,กำไลข้อมือลูกปัดมุกทองแปรเล่สวมร่วมกับกำไลข้อมือแปรเล่ลูกปัดมุกทอง 5 แถว,ต่างหูแปรเล่ล้อมเพชร,จี้สร้อยคอใบโคลเวอร์ล้อมลูกปัดมุกทองแปรเล่ โคลเวอร์ (Perlée clovers pendant

เก็บเวลาไว้เป็นความลับ

ไม่ต่างอะไรจากนักเต้นจำนวนมากถูกระดมให้มาอยู่ร่วมกันเพื่อร่ายลีลานาฏกรรมแห่งความเบิกบาน สดใสบนเวที รูปทรงกลมกลึงของลูกปัดมุกทองได้รับการจัดตำแหน่งเรียงร้อยอย่างอ่อนช้อย ละเมียดละไมอีกครั้งบนตัวเรือนเครื่องประดับซ่อนเวลาในคอลเลคชันนี้ร่วมกับบรรดารงคศิลาหลากสีเจิดจ้าเพื่อจุดประกายความรู้สึกร่าเริงสนุกสนานให้บังเกิดในใจผู้สวมใส่ด้วยแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับ “เธอ-กับ-ฉัน” (Toi et Moi) อันเป็นการวิวัฒน์แบบมาจากวงกำไลปลายเปิด นาฬิกาข้อมือรุ่นต่างๆ เหล่านี้รองรับสองโมทิฟต่างขนาด จัดตำแหน่งให้หันมาบรรจบพบกันราวกับกำลังพูดคุยสนทนา โดยมีลูกปัดมุกทองเป็นรายละเอียดสำคัญทางการตกแต่ง ประดับประดาทั่วทั้งโครงสร้างตัวเรือนสำหรับชิ้นส่วนโมทิฟแผ่นใหญ่สุด ได้รับการติดตั้งเดือยหมุนรอบวง 360° อำนวยต่อการเลื่อนเปิดเพื่อเผยให้เห็นพื้นหน้าปัดทำจากแม่มุกขาวท่ามกลางวงล้อมของเพชรกลมในกรอบลูกปัดทอง และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการออกแบบสำคัญของ Perlée collection อีกทั้งยังเอื้อต่อการเลือกสวมสลับเข้าชุดกับเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ ผลงานทั้งสามแบบล้วนโดดเด่น สะดุดตาด้วยการเลือกจับคู่วัสดุต่างชนิดบนวงกำไลซ่อนเวลาเรือนแรก อาศัยขั้วต่างทางความขัดแย้งระหว่างสีแดงเฉดอบอุ่นของโมราสีเพลิง หรือคาร์เนเลียนกับประกายล้ำลึกสะกดสายตาของปีเตอร์ไซต์ดำขลับ (black pietersite) อันได้รับการยกย่องให้เป็น “รงคศิลารักษาทรัพย์” ในขณะที่วงกำไลอันดับสองเรือนต่างมาเผยความล้ำค่าของหินไข่นกการเวก หรือเทอร์คอยซ์สีฟ้าสดสว่าง เติมเต็มประกายสุกใสของงานฝังเพชรบนตัวเรือนทองคำเฉดเหลือง ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาในคราวละจำกัดจำนวนเช่นเดียวกับรุ่นที่สาม ที่มอบความสดใส มีชีวิตชีวาทางสีสันจากการจับคู่ตัดสีอย่างฉูดฉาดระหว่างหินไข่นกการเวกกับปะการังสีส้มสดอมแดงอันได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานการคัดเลือก ซึ่งเป็นสาเหตุให้กลายเป็นรงคศิลาหายากเป็นอย่างยิ่ง งานเจียระไนหลังเบี้ยสำหรับรัตนชาติแต่ละชนิด ทวีความโดดเด่นท่ามกลางวงล้อมลูกปัดมุกทอง ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มระดับความสว่างของแสงสะท้อนให้ไปตกกระทบ เร่งความสดชัดจรัสประกายแห่งสีสันในชิ้นงานเหล่านี้

จากซ้ายไปขวา: เครื่องประดับซ่อนเวลาแปรเล่ ตัว เอต์ มัว (Perlée Toi & Moi secret watch) ตัวเรือนทองคำสีกุหลาบประดับเพชรรองรับ
ปลายเปิดโครัลส้มสดตัดเทอร์คอยซ์ฟ้าสด หน้าปัดมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลขาวกระจ่าง อาศัยกลไกขับเคลื่อนระบบสวิส ควอร์ตซ์; ตัวเรือนทองคำเฉด
เหลืองประดับเพชร รองรับปลายเปิดลูกปัดมุกทองหุ้มเพชรตัดเทอร์คอยซ์ฟ้าสด หน้าปัดมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลขาวกระจ่าง อาศัยกลไกขับเคลื่อนระบบ
สวิส ควอร์ตซ์; ตัวเรือนทองคำสีกุหลาบประดับเพชร รองรับปลายเปิดคาร์เนเลียนแดงสดตัดเปียเตอร์ไซต์ดำขลับ หน้าปัดมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลขาวกระจ่าง
อาศัยกลไกขับเคลื่อนระบบสวิส ควอร์ตซ์
เครื่องประดับซ่อนเวลาแปรเล่ ตัว เอต์ มัว (Perlée Toi & Moi secret watch),แหวนแปรเล่ประดับใบโคลเวอร์ (Perlée sweet clovers ring),ต่างหูกับจี้สร้อยคอแปรเล่ กูเลอรส์ (Perlée couleurs)

ไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะสร้างสรรค์ลูกปัดทอง อันถือเป็นหัวใจของเครื่องประดับ

เพื่อสืบทอดขนบธรรมเนียมอันทรงแบบฉบับของเมซง บรรดาเครื่องประดับรุ่นใหม่ใน Perlée collectionแต่ละชิ้น เสมือนเป็นเวทีทรงเกียรติในการยกย่องเทคนิคการผลิตลูกปัดมุกทอง ซึ่งต้องอาศัยการร่วมงานของบรรดาช่างฝีมือผู้ชำนาญหลากแขนง วัตถุทรงกลมต่างขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ถูกผลิตขึ้นจากโลหะล้ำค่าไม่ว่าจะเป็นทองคำเฉดเหลือง, ทองคำสีกุหลาบ หรือทองคำขาว ล้วนมีจุดเริ่มจากกระบวนการหล่อแบบโลหะละลายไขผึ้ง (lost wax casting technique หรือเทคนิคหล่อแบบสูญขี้ผึ้ง สำหรับกรณีนี้คือการใช้ไขผึ้งหรือขี้ผึ้งขึ้นแบบเป็นลูกปัดทรงกลมก่อนหุ้มทับด้วยวัสดุเนื้อแข็งเป็นกรอบแม่พิมพ์ชั้นนอก จากนั้นจึงนำไปเผาเพื่อละลายไขผึ้งให้สำรอกตัวออกมา แล้วเทโลหะเหลงที่ต้องการหล่อแบบลงไปแทนที่ เมื่อโลหะแข็งตัวได้รูปจึงทำการกระเทาะเอากรอบแม่พิมพ์ชั้นนอกออก) จากนั้น ช่างทำตัวเรือนเครื่องประดับ ก็จะใช้ความชำนาญเหนือชั้นทางงานฝีมือของตนตกแต่ง เก็บรายละเอียดของลูกปัดทองแต่ละเม็ดให้ได้ผิวเรียบเนียน เกลี้ยงเกลาทีละเม็ด ความประณีต พิถีพิถัน นำมาซึ่งสัณฐานกลมกลึง สม่ำเสมอเพื่อความลงตัวในการประกอบชิ้นงานตลอดกระบวนการทั้งหมด จะถูกสลับขั้นลำดับด้วยทักษะงานขัดผิวซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าเพื่อมั่นใจในความเรียบเนียนทางพื้นผิว อันจะเกื้อหนุนต่อคุณสมบัติการรับวิถีแสงตกกระทบ และเร่งระดับความสว่างของแสงสะท้อนที่จะจรัสประกายกระจายตัวรอบทิศทาง

การขึ้นโครงสร้างตัวเรือนแหวนแปรเล่ กูเลอร์สลูกปัดมุก 5 แถว

ณ จุดบรรจบของงานผลิตเครื่องบอกเวลากับศิลปะอัญมณี

ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในงานศิลปะแขนงต่างๆ ของเมซง ยังถูกส่งผ่านการสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลา ซึ่งหลอมรวมไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะความชำนาญทางงานฝีมือแบบฉบับฝรั่งเศสกับสวิสเข้าด้วยกัน: วงกำไลทองของเครื่องประดับซ่อนเวลา ได้รับการสรรค์สร้างขึ้นในห้องผลิตงานฝรั่งเศสขณะเดียวกับที่บรรดาหน้าปัด และกลไกขับเคลื่อนระบบต่างๆ ถูกประกอบเข้าด้วยกันในห้องผลิตนาฬิกาข้อมือของ Van Cleef & Arpels ที่กรุงเจนีวา การร่วมงานกันระหว่างช่างฝีมืองานศิลป์ต่างแขนงเหล่านี้ก่อกำเนิดนาฬิกาเครื่องประดับอันเต็มไปด้วยความวิจิตรบรรจงราวบทกวีรจนาเพื่อเล่าขานคุณค่าของศิลปะแห่งการบอกเวลาอย่างแท้จริงปีนี้ถือเป็นวาระแรกที่บรรดาลูกปัดไข่มุกทองถูกนำมาร้อยเรียงประกอบกันขึ้นเป็นสายนาฬิกาข้อมือ อันเต็มไปด้วยความยืดหยุ่นอย่างยิ่ง เพื่อให้อิงแอบแนบสรีระข้อมือดุจผิวที่สอง กระนั้น กลับมอบความสบายอย่างยิ่งยามสวมใส่

งานขึ้นโครงสร้างตัวเรือนวงกำไลเครื่องประดับซ่อนเวลาแปรเล่ ตัว เอต์ มัว (Perlée Toi & Moi secret watch)

การคัดสรรบรรดาวัสดุล้ำค่า

การพิจารณาคัดเลือกวัสดุต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการสืบสานขนบธรรมเนียมแห่งความเป็นเลิศประจำ Van Cleef & Arpels ตั้งแต่บรรดารัตนชาติ และรงคศิลาหลากสีไปจนถึงศฤงคารเลอค่าจากท้องทะเลอันได้แก่แม่มุกหรือมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ล และปะการังหรือโครัล เมซงจะเลือกใช้ก็แต่เพียงวัตถุอันงดงามอย่างที่สุดโดยอาศัยเกณฑ์มาตรฐานพิจารณาคุณภาพอย่างเคร่งครัดที่สุดเช่นเดียวกันเพชรแต่ละเม็ด และทุกเม็ดซึ่ง Van Cleef & Arpels นำมาใช้ ล้วนตรงตามมาตรฐานคุณภาพสูงสุดแห่งอัญมณวิทยา นั่นก็คือ D ถึง F ในแง่ของสี และ IF ถึง VVS ในประเด็นความกระจ่างใสหมดจดของน้ำเพชร ประกายเจิดจรัสพรายพร่างของผลงานสร้างสรรค์ชิ้นต่างๆ จาก Perlée collection ยังอาศัยโครงสร้างเปิดโปร่ง อำนวยให้แสงส่องผ่านอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ทับทิม, มรกต และไพลิน ต่างก็เผยความงดงามในเนื้อสีธรรมชาติบนตัวเรือนเครื่องประดับของเมซงด้วยการคำนวณพื้นที่หน้าตัด และระยะเหลี่ยมมุมเจียระไนในวิถีกับตำแหน่งซึ่งได้สมดุล เพื่อให้น้ำพลอยต้องวิถีแสงทอประกายพริบพราววาวระยับอย่างเต็มที่

งานขัดผิวขั้นตอนสุดท้ายของแหวนแปรเล่ กูเลอรส์ (Perlée couleurs) ลูกปัดมุกทอง 5 แถวประดับลูกปัดมุกทองสลับแถบมรกต
งานฝังเพชรขึ้นตัวเรือนเครื่องประดับซ่อนเวลาแปรเล่ ตัว เอต์ มัว (Perlée Toi & Moi secret watch)

การยกย่องคุณค่าความสำคัญทางคุณภาพวัสดุล้ำค่าทั้งหลายของ Van Cleef & Arpels ยังแสดงตัวออกมาผ่านมาตรฐานอันเคร่งครัดสำหรับใช้เลือกรงคศิลาหลากเฉดสีด้วยเช่นกัน อย่างโมราสีเพลิงอบอุ่นหรือคาร์เนเลียนแดง ซึ่งต้องมีพื้นผิวโปร่งแสงเพื่อให้การสะท้อนแสงตกกระทบก่อประกายพรายพร่างอย่างงดงามในขณะที่หินไข่นกการเวกหรือเทอร์คอยซ์ กับพลอยน้ำสมุทรลาพิซ ลาซูลิอันหาได้ยากยิ่งทั้งสองชนิด ก็ต้องมอบความคมชัดทางเนื้อสีอันสดใส สม่ำเสมอ และกลมกลืนเสมอกันทั่วทั้งหมด งานฝีมือขัดผิวนิลกาฬหรือออนิกซ์ เป็นเรื่องต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังเพื่อเผยประกายดำขลับเงางามล้ำลึกอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวให้ปรากฏบนพื้นหน้าตัด สำหรับปีเตอร์ไซต์ดำ เจ้าของสมญา “รงคศิลารักษาทรัพย์” ได้ก้าวออกมาดึงดูดสายตาไปสู่ลวดลายวิจิตรบรรจงอันบังเกิดจากละอองสายแร่ในเนื้อหินเป็นครั้งแรกบนเวทีเครื่องประดับ Perlée collection ในปีนี้ส่วนปะการังกับแม่มุก หรือเคลือบผิวในเปลือกหอยมุก ซึ่งต่างก็เป็นวัสดุล้ำค่าอันมีที่มาจากท้องทะเล ก็ต้องถูกตรวจสอบในทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนภายใต้สายตาอันเฉียบคมของนักอัญมณศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญปะการังหรือโครัลในปัจจุบัน เป็นผลผลิตจากกระบวนการเพื่อความยั่งยืน และพิจารณาคัดเลือกจากความสม่ำเสมอของเนื้อสีในเฉดโทนซึ่งจุดประกายความสุขสดใสโดยอาศัยงานฝีมือขัดผิวสุดประณีตเร่งระดับความงามเงา ขณะเดียวกัน แผ่นแม่มุก หรือมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ล ก็ต้องมีลีลาไล่เฉดเหลือบรุ้งละเมียดละไมในเนื้อสีขาวกระจ่าง และใช้เทคนิคสลักลายเส้นรัศมีตะวัน “กวิโญเช” (guilloché) เพื่อทวีความเงางามคมชัดของระลอกริ้วระยับประกาย

งานขัดผิวทองขั้นตอนสุดท้ายของแหวนแปรเล่ กูเลอรส์ (Perlée couleurs) รุ่นหัวแหวนออนิกซ์คั่นเพชร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกปัดทองคำ

ซึ่งถูกใช้ร้อยเรียง ตกแต่งบนเครื่องประดับหลายชิ้น หลากแบบ ดังปรากฏในเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมซงก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งเฉพาะตัวของตนภายใต้ชื่อ Perlée collection อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2008 ลูกปัดทองกลมกลึงดุจไข่มุกเหล่านี้ ได้ร่วมกันจรัสประกายความงามเล่าขานเรื่องราวแห่งการสร้างสรรค์บนเส้นทางเครื่องประดับอัญมณีให้แก่ Van Cleef & Arpels มาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 โดยเริ่มจากการนำมาใช้ตกแต่งเดินเส้นเน้นลวดลาย, รายละเอียด หรือล้อมกรอบรอบขอบรัตนชาติทั้งหลาย ก่อนจะกลายเป็นโมทิฟแผ่นลายลูกปัดมุกทองในท้ายสุด นับจากปี 1948 เป็นต้นมาก็ได้มีการปรับแต่ง ขยายขนาด รวมถึงใช้เป็นองค์ประกอบหลักของเครื่องประดับ Couscous (คูส์คูส์: เครื่องประดับอันเกิดจากการร้อยลูกปัดมุกทองขึ้นโครงสร้างตัวเรือน) และ Bagatelle (บากาแต็ลล์: คอลเลคชันเครื่องประดับสลับลายดอกไม้ถ่ายทอดความงามแห่งรุกขชาติจากสวนบากาแต็ลล์ชานเมืองปารีส) ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ, สร้อยข้อมือ หรือวงกำไล,ต่างหู, แหวน และนาฬิกาข้อมือ ล้วนรองรับงานประดับลูกปัดมุกทองหลากขนาด ซึ่งบางครั้งก็อาศัยลูกเล่นสลับคั่นด้วยลูกปัดเจียระไนจากรงคศิลาล้ำค่านานาชนิด อีกทั้งยังใช้เติมเสน่ห์ตรึงสายตาให้แก่บรรดาเข็มกลัดรูปสัตว์ที่แสนน่ารักในคอลเลคชัน la Boutique อันถือเป็นผลงานซึ่งวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1954 เป็นต้นมาในราคาเข้าถึงได้ เต็มไปด้วยลูกเล่นสนุกสนานทางการออกแบบระหว่างทศวรรษ 1960 เครื่องประดับอัญมณีทั้งหลายได้หันไปหางานออกแบบที่เรียบง่ายจากการใช้เส้นรูปทรงลื่นไหล และต่อเนื่อง อำนวยต่อการก่อโครงสร้างตัวเรือนซึ่งเต็มไปด้วยความยืดหยุ่น โอบกระชับเข้ารูปทรงสรีระที่สวมใส่ และลูกปัดมุกเหล่านี้ คือตัวเลือกอย่างดีในการขานรับต่อโจทย์ความนิยม อันจะเห็นได้จากเกลียวเปียร้อยลูกปัดมุกทำจากวัสดุเลอค่าหลากชนิดนอกจากทองคำ อาทิเช่นลูกปัดปะการังสีส้ม, หินไข่นกการเวกสีฟ้าสด และมุกเลี้ยงสุกสกาวใน Twist collectionและจากปี 1968 ลูกปัดมุกทองเหล่านี้ ก็ได้ครองตำแหน่งสำคัญในการเน้นรูปทรงอ่อนช้อยให้แก่โมทิฟแผ่นทองของเครื่องประดับนำโชคจาก Alhambra collection อีกหนึ่งผลงานสัญลักษณ์ระดับไอคอนแห่ง Van Cleef & Arpelsปัจจุบัน เมซงได้ออกแบบสร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับรุ่นใหม่เพื่อเติมเต็มความครบครัน ขยายอาณาจักรแห่งความวิจิตรบรรจงให้แก่ Perlée collection อย่างต่อเนื่องผ่านคอลเลคชันแยกย่อยทั้งหลายอันได้แก่เครื่องประดับลูกปัดมุกทองคำล้วน Perlée pearls of gold, ลูกปัดมุกสลับสี Perlée couleurs, ลูกปัดมุกประดับเพชร Perlée diamonds, ลูกปัดมุกเดินขอบโมทิฟใบโคลเวอร์ Perlée clovers และ Perlée signature รวมถึงนาฬิกาข้อมือหลากรุ่น ซึ่งจรัสประกายเลอค่าสง่างามยามทำหน้าที่บอกเวลา

จากซ้ายไปขวา:
แหวนลายเกลียว (Twist ring ปี 1965) ตัวเรือนทองคำเฉดเหลืองรองรับงานฝังเรียงแถวลูกปัดทองคำเฉดเหลือง, ไข่มุกเลี้ยงสีขาว และลูกปัดหิน
ปะการังส้มสด, เข็มกลัดกวางน้อย (Little Doe clip ปี 1956) ตัวเรือนทองคำเฉดเหลือง ประดับทับทิมต่างดวงตา, กำไลสวนดอกไม้บากาแต็ลล์
(Bagatelle bracelet ปี 1951) ตัวเรือนลูกปัดทองคำเฉดเหลืองรองรับมวลดอกไม้รัตนชาติอันได้แก่ทับทิม, ไพลิน และเพชร
ทั้งหมดจาก Van Cleef & Arpels Collection
ต่างหูห่วงไข่มุกทองแปรเล่ (ขนาดใหญ่), กำไลไข่มุกทองแถวเดี่ยวแปรเล่,แหวนไข่มุกทองแปรเล่ (ลูกปัดมุกเม็ดเล็ก) สวมกับแหวนไข่มุกทองแปรเล่ (ลูกปัดมุกขนาดกลาง)แหวน และกำไลแปรเล่ ซิกเนเจอร์ (Perlée signature)