LEGACY MACHINE FLYING T นาฬิกา MB&F ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้หญิง

แม้ว่าจะมีสิ่งที่เหนือความคาดหมายละความท้าทายที่เกิดขึ้นในชีวิต หากถอยออกมามองดู จะพบว่ามีรูปแบบและเป็นไปตามวัฏจักร นี่เป็นพื้นฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์ สำหรับ Maximilian Büsser และ MB&F ในทุกๆ 7 ปี พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้น และในปีที่ 7 ถือเป็นครั้งแรกที่คอลเลคชั่น Legacy Machine จาก MB&F ได้เผยโฉมอีกทั้งเป็นครั้งแรกที่ M.A.D.Gallery ได้เปิดตัวขึ้นในเจนีวา ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การสร้างสรรค์โคครีเอชั่นของ MB&F

ปีที่ 14 ของ MB&F ได้เปิดเส้นทางสู่การสำรวจศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกา ถือเป็นวิวัฒนาการที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของผู้ก่อตั้งและทางแบรนด์ ดั่งนาฬิกา Legacy Machine FlyingT ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 ถือเป็นงานศิลป์บอกค่าเวลาสามมิติเรือนแรกของ MB&F ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้หญิง

นาฬิการุ่นนี้นำเสนอในตัวเรือนทรงกลมทำจากทองหรือแพลตินัม พร้อมขอบตัวเรือนที่โค้งลาดชันและตัวเชื่อมสายที่เรียวยาว มักเสริมรายละเอียดด้วยการประดับเพชร ส่วนโดมคริสตัลแซฟไฟร์ทรงนูนสูงที่ประกอบขึ้นมาจากขอบตัวเรือนให้ความรู้สึกที่ดูหรูหรา ใต้โดมมีแผ่นฐานหน้าปัดที่เคลือบแลคเกอร์สีดำและมีการขัดพื้นผิวหลากหลายเทคนิก รวมถึงการแกะสลักลายกิโยเช่ พร้อมทั้งตกแต่งอัญมณีเพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวาหรือประดับเพชรที่เปล่งประกาย

การจัดวางหน้าปัดที่ไม่สมมาตร เผยให้เห็นหัวใจในการทำงานของกลไกนาฬิกา LM FlyingT ซึ่งมาพร้อมฟลายอิ้งทูร์บิญองที่เดินด้วยความถี่ 2.5 เฮิร์ต (18,000 ครั้งต่อชั่วโมง) โดยกรงทูร์บิญองถูกจัดวางเหนือส่วนประกอบอื่นๆ ของกลไก ซึ่งพลังงานแบบจลศาสตร์ที่ขับเคลื่อนนี้อยู่ไม่ห่างจากยอดโดมคริสตัลแซฟไฟร์ ซึ่งด้านบนกรงทูร์บิญองประดับด้วยเพชรน้ำงามที่หมุนเคลื่อนที่ไปพร้อมกับกรงฟลายอิ้งทูร์บิญอง ดูเปล่งแสงสุกสกาวของอัญมณีคุณภาพ

ในตำแหน่ง 7 นาฬิกา ถือเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมในการจัดวางหน้าปัดนาฬิกา LM FlyingT  โดยพื้นหน้าปัดเคลือบแลคเกอร์สีดำหรือสีขาว (หรืออัญมณี) โดยได้แสดงเวลาชั่วโมงและนาทีผ่านเข็มนาฬิกาที่ออกแบบเป็นรูปทรง serpentine แผ่นหน้าปัดเอียงทำมุม 50° เพื่อให้ผู้สวมใส่เท่านั้นที่สามารถอ่านค่าเวลาได้ ถือเป็นการนำเสนอที่เน้นย้ำเอกลักษณ์ของนาฬิกา LM FlyingT

ด้านหลังตัวเรือน สามารถชมความงามของโรเตอร์ที่ทำจากเรดโกลด์ อกกแบบเป็นรูปดวงอาทิตย์พร้อมรัศมีแสงที่แกะสลักแบบสามมิติอย่างบรรจง ทำหน้าที่ขึ้นลานอัตโนมัติ โดยนาฬิกา LM FlyingT เมื่อขึ้นลานเต็มสามารถสำรองพลังงานได้นานสี่วัน

การออกแบบนาฬิกา Legacy Machine FlyingT นั้น เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจที่มาจากผู้หญิงและแม่ที่มีความสำคัญในชีวิตของ Maximilian Büsser โดยเขาได้กล่าวไว้ว่า “ผมอยากให้ LM FlyingT สะท้อนบุคลิกและคุณสมบัติของผู้หญิงในครอบครัวของผม โดยเฉพาะแม่ จึงได้ผสมผสานความสง่างามเข้ากับความมีชีวิตชีวา นอกจากนั้นเสาโครงสร้างของฟลายอิ้งทูร์บิญองยังมีความสำคัญ เพราะผมตระหนักดีว่าผู้หญิงเป็นดั่งเสาหลักของมนุษยชน ในเวลาเดียวกัน โรเตอร์รูปดวงอาทิตย์ยังสื่อความหมายถึงสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต

นาฬิกา Legacy Machine FlyingT เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 นำเสนอสามรุ่นด้วยกัน อาทิ ตัวเรือนผลิตจากไวท์โกลด์ประดับเพชร ตามมาด้วยรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นสองรุ่นในตัวเรือนเรดโกลด์ 18K และแพลตินัมที่มาพร้อมพื้นหน้าปัดสลักลายกิโยเช่

นับตั้งแต่ปี 2020 ผลงานในคอลเลกชัน FlyingT แต่ละปี ได้มีการนำเสนอพื้นหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยอัญมณีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ลาพิส ลาซูลี, มาลาไคต์, ไทเกอร์อาย และ ‘คูร์ เดอ รูบิส’ (อันโนไลท์) โดยล่าสุดในปี 2024 ได้นำเสนอนาฬิกา LM FlyingT Onyx โดดเด่นด้วยพื้นหน้าปัดออนิกซ์สีดำเข้มในตัวเรือนเยลโลโกลด์ 18K

รายละเอียดของ LEGACY MACHINE FLYING T

แรงบันดาลใจ

ด้วยแรงบันดาลใจอันสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผลงาน Legacy Machine FlyingT ซึ่ง Maximilian Büsser มีความคิดที่จะสร้างนาฬิกาโดยนำแรงบันดาลใจมาจากผู้หญิงที่มีความสำคัญในชีวิตของเขา ซึ่งเขาได้กล่าวเสริมว่า “ผมออกแบบนาฬิกา MB&F มาจากสิ่งที่ผมชอบ การสร้างผลงานศิลปะเชิงจลศาสตร์ในรูปแบบประติมากรรมบอกเวลาสามมิติ ผมสร้างผลงานจากความชอบส่วนตัว ซึ่งเป็นวิธีเดียวในการสร้างผลงานที่ท้าทายและไม่เหมือนใครในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็มีความคิดที่จะสร้างบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้หญิงในครอบครัวของผม ซึ่งผมถูกรายล้อมไปด้วยผู้หญิงที่มีความสำคัญในชีวิต ดังนั้นผมจึงตัดสินใจลงมือทำนาฬิกาที่ท้าทายความสามารถเพื่อพวกเขา”

แรงบันดาลใจมาจากการผสมผสานคุณสมบัติที่ดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้ ผ่านการสื่อความหมายถึงความเป็นผู้หญิงที่มีความสำคัญในชีวิตของ Maximilian Büsser ความสง่างามที่เป็นกุญแจสำคัญ ที่กลายเป็นแรงดึงดูดความสนใจของคนรักนาฬิกา ผ่านเส้นสายและองค์ประกอบของนาฬิกา Legacy Machine FlyingT อีกทั้งยังมีรายละเอียดที่ประณีตเหมือนกับ Legacy Machine รุ่นอื่นๆ แต่เสริมความมีชีวิตชีวาด้วยฟลายอิ้งทูร์บิญองที่อยู่ตรงกลางหน้าปัด

เพื่อตอกย้ำความเป็นส่วนตัวของนาฬิกา LM FlyingT ดังนั้นจึงจัดวางแผ่นหน้าปัดบอกเวลาไว้ ณ ตำแหน่ง 7 นาฬิกา โดยทำมุมเอียง 50° หันหน้าเข้าหาผู้สวมใส่ สื่อถึงความหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นเจ้าของหรือผู้สวมใส่ Legacy Machine FlyingT เวลาเป็นของพวกเขาเท่านั้น

ปลดล็อคความเป็นผู้หญิงของ MB&F

“สิ่งที่ผมไม่คิดจะทำ” Maximilian Büsser กล่าวเสริมว่า “คือการนำนาฬิกาสำหรับผู้ชาย มาปรับขนาด หรือเปลี่ยนสีและเรียกนาฬิกาเรือนนั้นว่าเป็นนาฬิกาสำหรับผู้หญิง” การสร้างนาฬิกา MB&F แต่ละรุ่นถูกรังสรรค์จากขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดดั้งเดิมของ Max Büsser ความประณีตในการออกแบบโดย Eric Giroud และความชำนาญด้านกลไกจากทีมงานฝ่ายเทคนิคของแบรนด์ สุนทรียศาสตร์และการเชื่อมโยงปรัชญาถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างผลลัพธ์อันน่าทึ่ง นับตั้งแต่ Horological Machine N°5 “On The Road Again” ไปจนถึง Legacy Machine Perpetual ที่มีความซับซ้อนขั้นสูงเพื่อพิสูจน์ความสามารถทางด้านเทคนิค

เพื่อการนำเสนอรูปแบบที่ดูแตกต่าง ดังนั้นนาฬิกา LM FlyingT ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้หญิง ตัวเรือนจึงได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด คำนวณความสูงและเส้นผ่านศูนย์กลางเพื่อให้ได้โฟกัสที่เหมาะสมในการผลิตกระจกโดมคริสตัลแซฟไฟร์แบบนูนสูง ตัวเชื่อมสายถูกออกแบบให้เพรียวบางลง เน้นส่วนโค้งและมุมเอียงที่ดูลงตัวเพื่อสร้างความรู้สึกให้ดูหรูหรายิ่งขึ้น

เส้นสายของนาฬิกา LM FlyingT ถูกปรับและทำให้ดูมีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น อาทิ เข็มเวลาชั่วโมงและนาทีออกแบบเป็นรูปทรง serpentine นอกจากนั้นสายเส้นยังถูกเน้นย้ำไปถึงโรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติที่ออกแบบเป็นรูปดวงอาทิตย์ที่มีรัศมีแสง

การออกแบบนาฬิกา LM FlyingT ถูกเน้นรูปแบบที่ไม่สมมาตร ตั้งแต่การวางตำแหน่งหน้าปัดแสดงเวลา ณ ตำแหน่ง 7 นาฬิกา ไปจนถึงตำแหน่งหัวใจหลักของกลไกอย่างกลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองที่โผล่ขึ้นมาจากฐานหน้าปัด หรือแม้แต่กรงทูร์บิญองเองก็ยังมีความไม่สมมาตร โดยเลือกใช้สะพานจักรกลแบบโค้งสองชิ้นที่มีคานยื่นออกมา แทนที่จะเป็นสะพานจักรกลแบบสมมาตร จึงทำให้ผลงานรุ่นใหม่มีลักษณะเด่นกว่าทูร์บิญองรุ่นอื่นๆ ของ MB&F

สำหรับนาฬิกา Legacy Machine FlyingT เป็นการอ้างอิงถึงความสำคัญของผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับ Max Büsser ได้ชัดเจนที่สุด เช่น ลวดลายพระอาทิตย์ของโรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติ และโครงสร้างเสาของทูร์บิญอง ซึ่งตอกย้ำแนวคิดเรื่องการเป็นผู้ให้และซัพพอร์ตของผู้หญิงในชีวิต

 

เกี่ยวกับกลไก

โครงสร้างกลไกนาฬิกา Legacy Machine FlyingT ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกลไกนาฬิกาชั้นสูง ซึ่งรวมไปถึงนาฬิกา HM6 และ HM7 Aquapod 

การออกแบบกลไกนาฬิกาสมัยใหม่ส่วนใหญ่ กลไกถูกนำเสนอในแนวราบ แต่กลไกนาฬิกา LM FlyingT เลือกใช้แนวตั้งร่วมกับแกนฟลายอิ้งทูร์บิญอง สะท้อนความสามารถของช่างนาฬิกา ดึงดูดสายตาด้วยเอสเครปเมนท์แบบหมุนได้ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับฟลายอิ้งทูร์บิญองรุ่นอื่นๆ 

ตามชื่อของฟลายอิ้งทูร์บิญอง จะมีแกนอยู่ที่ฐานเท่านั้น โดยไม่มีสะพานจักรกลเพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ จึงต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของแกนเพื่อรองรับกลไก ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟลายอิ้งทูร์บิญองส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งที่สะดุดตา สำหรับ Legacy Machine FlyingT หลุดพ้นจากข้อจำกัดด้านความเสถียรของกลไกจึงทำให้ฟลายอิ้งทูร์บิญองสามารถทำงานได้อย่างคงที่ 

ความท้าทายในการสร้างนาฬิกา LM FlyingT คือกรงฟลายอิ้งทูร์บิญองด้านบน ซึ่งด้านหนึ่งเพื่อเป็นการรองรับน้ำหนักของกลไกให้สมดุล จึงมีการซ่อนตุ้มถ่วงไว้ใต้แท่นกลไก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของกรงทูร์บิญองด้านบน 

และเพื่อการแสดงเวลาที่เที่ยงตรงเท่าที่จะเป็นไปได้บนหน้าปัดที่เอียงทำมุม 50° จึงมีการใช้เฟืองทรงกรวยเพื่อส่งแรงบิดอย่างเหมาะสมจากระนาบหนึ่งไปยังอีกระนาบหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ใช้ครั้งแรกในนาฬิการุ่น HM6 และต่อมาในรุ่น HM9 Flow 

นาฬิกา Legacy Machine FlyingT ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 280 ชิ้น สามารถสำรองพลังงานได้นานถึงสี่วัน (100 ชั่วโมง) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่ดีที่สุดของ MB&F ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงความก้าวหน้าและความเชี่ยวชาญ รวมถึงประสบการณ์ของแบรนด์ 

LM FLYING T – รายละเอียดจำเพาะทางเทคนิค

ในรุ่นตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ตกแต่งด้วยเพชรรอบขอบตัวเรือน แผ่นฐานหน้าปัดเคลือบแลกเกอร์สีดำ ตกแต่ง paved diamond-set และ baguette diamond-set หรือ ลาพิส ลาซูลี, มาลาไคต์ และ ‘คูร์ เดอ รูบิส’ (อันโนไลท์)

 ในรุ่นตัวเรือนเรดโกลด์ 18K และรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่นในตัวเรือนแพลตินัม แผ่นฐานหน้าปัดสลักลายกิโยเช่

 ในรุ่นตัวเรือนเยลโลโกลด์ 18K มาพร้อมฐานหน้าปัดที่ทำจากไทเกอร์อาย

 ตัวเรือนเยลโลโกลด์ 18K มาพร้อมฐานหน้าปัดที่ทำจากหินออนิกซ์ 

 

กลไก

กลไกขึ้นลานอัตโนมัติในแนวตั้งแบบสามมิติที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นภายในโรงงานผลิตของ MB&F

เซ็นเตอร์ฟลายอิ้งทูร์บิญองแบบ 60 วินาที

สามารถสำรองพลังงาน: 100 ชั่วโมง

เดินด้วยความถี่ : 2.5 เฮิร์ต / 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง

โรเตอร์ที่หมุนได้ถูกออกแบบเป็นรูปรัศมีดวงอาทิตย์แบบสามมิติ ทำจากเรดโกลด์ 18K 5N+ ไทเทเนียม และแพลตินัม

ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน: 280 ชิ้น

ทับทิม: 30 เม็ด

 

ฟังก์ชัน/การแสดงผล

แสดงเวลาชั่วโมงและนาทีผ่านดิสเพลย์หน้าปัดที่ทำมุม  50° พร้อมเข็มนาฬิกาสองเข็มที่ออกแบบเป็นรูปทรง serpentine

เม็ดมะยมแบบ  2 ฝั่ง: ฝั่งทางด้านซ้ายสำหรับขึ้นลานและฝั่งทางขวาสำหรับตั้งเวลา

 

ตัวเรือน

วัสดุ: ไวท์โกลด์ 18K ประดับเพขร, เรดโกลด์ 18K, แพลตินัม, เยลโลโกลด์ 18K ที่ตกแต่งเพชรหรือไม่ตกแต่งเพชร

กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดม เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน, ฝาหลังกระจกคริสตัลแซฟไฟร์

ขนาด: 38.5 x 20 มม.

ชิ้นส่วนประกอบ: 17 ชิ้น

สามารถกันน้ำได้ลึก: 30 เมตร

 

รุ่นแบล็คแลคเกอร์, ลาพิส ลาซูลี, มาลาไคต์, ไทเกอร์อาย และ คูร์ เดอ รูบิส

เพชร 168 เม็ด (บนตัวเรือน 120 เม็ด, ตัวล็อคสายแบบหัวเข็มขัด 21 เม็ด, ด้านบนของกรงทูร์บิญอง 1 เม็ด และเม็ดมะยม 26 เม็ด) หนัก 1.7 กะรัต

 

รุ่นประดับเพชร

เพชร 558 เม็ด (390 เม็ดบนหน้าปัด, 120 เม็ดบนตัวเรือน, 21 เม็ดบนตัวล็อคสาย, 1 เม็ดบนกรงทูร์บิญอง และ 26 เม็ดสำหรับเม็ดมะยม) หนัก 3.5 กะรัต

 

รุ่นเพชรบาแกตต์

เพชรบาแก็ตต์ 294 เม็ดและพลอย 3 เม็ด (เพชรบาแกตต์ 134 เม็ดบนหน้าปัด, เพชรบาแกตต์ 124 เม็ดบนตัวเรือน, เพชรบาแกตต์ 12 เม็ดบนตัวล็อคสาย, เพชรบาแกตต์ 24 เม็ด และเม็ดมะยม 2 เม็ด และเม็ดมะยม 1 เม็ดที่ด้านบนของทูร์บิญอง) หนัก 8.2 กะรัต

 

สายนาฬิกาและตัวล็อคสาย

สายหนังลูกวัวหรือสายหนังจระเข้มีให้เลือกพร้อมหัวล็อคสายแบบหัวเข็มขัดแบบและพินสีทองหรือแพลตินัมที่เข้ากันกับตัวเรือน

 

‘FRIENDS’ RESPONSIBLE FOR THE LM FLYING T

 Concept: Maximilian Büsser / MB&F

Product design: Eric Giroud / Through the Looking Glass

Technical and production management: Serge Kriknoff / MB&F

R&D: Thomas Lorenzato and Robin Cotrel / MB&F

Methods and laboratory: Maël Mendel and Anthony Mugnier / MB&F

Case: Giuseppe Di Stefano / STG Creation

Profile-turning wheel/pinion/axis: Paul André Tendon / Bandi, Decobar Swiss, Gimmel Rouages and Le Temps Retrouvé

Springs and jumpers: Alain Pellet / Elefil Swiss

Mainspring and barrel: Stefan Schwab/ Schwab Feller and Atokalpa

Tourbillon: Precision Engineering

Plates and bridges: Benjamin Signoud / Amecap, Rodrigue Baume / Horlofab and DEM3

Setting of diamonds and baguettes-cut diamonds (case, dial plate and crowns): Giuseppe Di Stefano /STG Creation

Gemstone dials: Groh + Ripp

Sun-shaped winding rotor: Jean-Philippe Chételat / Cendres et Métaux

Ball bearing: Patrice Parietti / MPS Micro Precision Systems

Hand-finishing of movement components: Jacques-Adrien Rochat and Denis Garcia / C.-L. Rochat

Sapphire glass: Sebal

Anti-refection treatment for sapphire crystals: Anthony Schwab / Econorm

Serpentine hands: Isabelle Chillier / Fiedler

Movement assembly : Didier Dumas, Georges Veisy, Anne Guiter, Emmanuel Maitre, Henri Porteboeuf, Mathieu Lecoultre, Amandine Bascoul and Loïc Robert-Nicoud / MB&F

Case and movements components: Alain Lemarchand, Romain Camplo, Jean-Baptiste Prétot, Stéphanie Carvalho Correia and Arsène Phouthone / MB&F

Quality Control: Cyril Fallet and Jennifer Longuepez / MB&F

After-Sales service: Antony Moreno / MB&F

Buckle: Giuseppe Di Stefano / STG Creation

Crowns: Cheval Frères

Strap: Multicuirs

Presentation box: Olivier Berthon / Soixanteetonze

Logistics and production: Ashley Moussier, Thibaut Joannard, David Gavotte, Jean-Luc Ruel, Maryline Leveque and Emilie Burnier / MB&F

Marketing & Communication: Charris Yadigaroglou, Vanessa André, Arnaud Légeret, Paul Gay and Talya Lakin / MB&F

Graphic design: Sidonie Bays / MB&F

M.A.D.Gallery: Hervé Estienne and Margaux Dionisio Cera / MB&F

Sales: Thibault Verdonckt, Virginie Marchon, Cédric Roussel, Jean-Marc Bories and Augustin Chivot / MB&F

Watch photography: Maarten van der Ende, Alex Teuscher, Laurent-Xavier Moulin and Eric Rossier

Portrait photography: Eric Rossier

Webmasters: Stéphane Balet / Idéative

Film: Marc-André Deschoux / MAD LUX, Manouil Karapetsis and Dominik Lang / Brosky Media

Texts: Suzanne Wong / Worldtempus

MB&F ต้นกำเนิดแห่งแนวคิดห้องปฏิบัติการด้านเครื่องจักรกลบอกเวลา

ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2005 เอ็มบีแอนด์เอฟ (MB&F) คือห้องปฏิบัติการเครื่องจักรกลบอกเวลาแนวคิดใหม่แห่งแรกของโลก ด้วยชุดกลไกที่น่าทึ่งเกือบ 20 ชุด ที่สร้างฐานอันมั่นคงให้กับเครื่องจักรกลบอกเวลาอันมีชื่อเสียง ทั้งในคอลเลกชัน ออโรโลจิคัล แมชชีน (Horological Machines) และ เลกาซี แมชชีน (Legacy Machines) โดยเอ็มบีแอนด์เอฟ ยังคงดำเนินรอยตามวิสัยทัศน์ของ แม็กซิมิเลียน บูซเซอร์ (Maximilian Büsser) ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการด้านการสร้างสรรค์ในการสร้างศิลปะจลศาสตร์สามมิติที่แตกต่างจากการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิม

หลัง 15 ปีของการบริหารงานให้กับเหล่าแบรนด์นาฬิกาอันทรงเกียรติ แม็กซิมิเลียน บูซเซอร์ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร ณ แฮร์รี วินสตัน (Harry Winston) ในปี ค.ศ. 2005 เพื่อสร้างสรรค์แบรนด์ เอ็มบีแอนด์เอฟ (MB&F) ที่ย่อมาจาก แม็กซิมิเลียน บูซเซอร์ แอนด์ เฟรนด์ส (Maximilian Büsser & Friends) โดย เอ็มบีแอนด์เอฟ เป็นห้องปฏิบัติการเชิงศิลป์และวิศวกรรมจุลภาค ที่ทุ่มเทให้กับการออกแบบและประดิษฐ์รังสรรค์นาฬิกาตามแนวคิดสุดขั้ว ด้วยจำนวนการผลิตไม่มาก แต่เป็นการรวบรวมเหล่ายอดฝีมือและมืออาชีพด้านเครื่องบอกเวลาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ที่บูซเซอร์ทั้งให้ความเคารพและสนุกกับการทำงานร่วมกัน

ในปี ค.ศ. 2007 เอ็มบีแอนด์เอฟ เปิดตัวนาฬิกา ออโรโลจิคัล แมชชีน (Horological Machine) รุ่นแรกใน เอชเอ็ม1 (HM1) ภายใต้ประติมากรรมตัวเรือนสามมิติและเครื่องยนต์ (กลไก) ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม ซึ่งได้มอบมาตรฐานให้กับเหล่านาฬิกาในตระกูล ออโรโลจิคัล แมชชีน รุ่นถัดมา ที่นับเป็นแมชชีน (Machines) ทุกๆ เรือนซึ่งบอกเวลาได้ มิใช่เป็นเพียงในฐานะเครื่องบอกเวลาเท่านั้น โดย ออโรโลจิคัล แมชชีน ได้ออกสำรวจมาแล้วทั้งในโลกอวกาศ (เอชเอ็ม2 (HM2), เอชเอ็ม3 (HM3), เอชเอ็ม6 (HM6)), ท้องฟ้า (เอชเอ็ม4 (HM4), เอชเอ็ม9 (HM9)), ท้องถนน (เอชเอ็ม5 (HM5), เอชเอ็มเอ็กซ์ (HMX), เอชเอ็ม8 (HM8)) และอาณาจักรของสัตว์ (เอชเอ็ม7 (HM7), เอชเอ็ม10 (HM10))

ในปี ค.ศ. 2011 เอ็มบีแอนด์เอฟ เปิดตัวคอลเลกชัน เลกาซี แมชชีน ภายใต้ตัวเรือนทรงกลมร่วมสมัย โดยผลงานเหล่านี้เป็นมากกว่าความคลาสสิกซึ่งรังสรรค์ขึ้นเพื่อสดุดีให้กับความเป็นเลิศของการประดิษฐ์นาฬิกาในศตวรรษที่ 19 โดยการตีความใหม่ให้กับความซับซ้อนจากเหล่านักประดิษฐ์นวัตกรรมเรือนเวลาผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย เริ่มจากผลงาน แอลเอ็ม1 (LM1) และแอลเอ็ม2 (LM2) จากนั้นจึงตามมาด้วย แอลเอ็ม101 (LM101) ที่นับเป็นเครื่องจักรบอกเวลาหรือแมชชีนของ เอ็มบีแอนด์เอฟ รุ่นแรก ที่นำเสนอด้วยกลไกซึ่งพัฒนาขึ้นทั้งหมดภายในโรงงานของตนเอง (in-house) ก่อนจะขยายคอลเลกชันนี้ไปสู่ความสมบูรณ์แบบและซับซ้อนของทั้งผลงาน แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล (LM Perpetual), แอลเอ็ม สปลิท เอสเคปเมนท์ (LM Split Escapement) และแอลเอ็ม ธันเดอร์โดม (LM Thunderdome) โดยในปี ค.ศ. 2019 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กับการสร้างสรรค์ เอ็มบีแอนด์เอฟ แมชชีน รุ่นแรกที่อุทิศให้กับสุภาพสตรี นั่นคือ แอลเอ็ม ฟลายอิ้งที (LM FlyingT) และเอ็มบีแอนด์เอฟได้เฉลิมฉลอง 10 ปีของ เลกาซี แมชชีน ในปี ค.ศ. 2021 ด้วย แอลเอ็มเอ็กซ์ (LMX) ซึ่งโดยปกติแล้ว เอ็มบีแอนด์เอฟจะสลับระหว่างการเปิดตัว ออโรโลจิคัล แมชชีน อันร่วมสมัยและแปลกแหวกแนวไปจากประเพณีดั้งเดิม กับผลงานของ เลกาซี แมชชีน ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่

โดยมี เอฟ (F) ที่หมายถึงผองเพื่อน (Friends) และเป็นไปโดยธรรมชาติที่ เอ็มบีแอนด์เอฟได้พัฒนาความร่วมมือขึ้นมากมายร่วมกับเหล่าศิลปิน ช่างนาฬิกา นักออกแบบ และผู้ผลิต ที่พวกเขาต่างยกย่อง

และด้วยความร่วมมือนี้เองที่ได้นำพามาซึ่งสองสาขาใหม่ นั่นคือศิลปะการแสดง (Performance Art) และความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์ (Co-creations) ขณะที่ชิ้นงานศิลปะการแสดงนั้นคือแมชชีนรุ่นต่างๆ ของ เอ็มบีแอนด์เอฟ ที่ได้นำมากลับมารังสรรค์ใหม่อีกครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์จากนอกองค์กร กับความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงนาฬิกาข้อมือ แต่ยังรวมไปถึงประเภทอื่นๆ ของเครื่องยนต์จักรกลหรือแมชชีน ที่ผ่านการคิดค้นทางวิศวกรรมและรังสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือโดยเหล่าผู้ผลิตนาฬิกาสวิสจากแนวคิดและงานออกแบบของ เอ็มบีแอนด์เอฟ และผลงานหลายๆ ชิ้นจากความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์เหล่านี้ อาทิ นาฬิกาคล็อกบอกเวลาที่สร้างสรรค์ขึ้นร่วมกับ เลเป 1839 (L’Epée 1839) เช่นเดียวกับความร่วมมืออื่นๆ กับ รูช (Reuge) และคารันดาช (Caran d’Ache) ที่ได้สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบของศิลปะจักรกลไว้ด้วยกัน

และเพื่อมอบสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องยนต์จักรกลหรือแมชชีนเหล่านี้ทั้งหมด บูซเซอร์ได้มีแนวคิดของการจัดแสดง ผลงานเหล่านี้ไว้ภายในแกลลอรีศิลปะ ร่วมไปกับอีกหลากหลายรูปแบบของศิลปะจักรกลที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินแขนงอื่นๆ ที่เป็นมากไปกว่าการจัดแสดงหน้าร้านเหมือนทั่วไป และนั่นได้นำมาสู่การสร้างสรรค์ของ เอ็มบีแอนด์เอฟ แมดแกลลอรี (MB&F M.A.D.Gallery) (M.A.D. หมายถึง Mechanical Art Devices) แห่งแรกขึ้นในเจนีวา ซึ่งต่อมายังได้เปิดตัวตามมาโดยเหล่าแมดแกลลอรีแห่งต่างๆ ทั้งในไทเป ดูไบ และฮ่องกง

มากไปกว่านั้น ยังมีรางวัลอันโดดเด่นอีกมากมายที่ย้ำเตือนถึงธรรมชาติแห่งนวัตกรรมการเดินทางสร้างสรรค์สำหรับ เอ็มบีแอนด์เอฟ ซึ่งหากจะกล่าวถึงบางส่วนแล้ว มีไม่น้อยกว่า 9 รางวัลจากเวทีอันมีชื่อเสียงและทรงเกียรติสูงสุดของกรังด์ ปรีซ์ เดอ’ออร์โลเฌอรี เดอ เฌแนฟ (Grand Prix d’Horlogerie de Genève) ซึ่งรวมไปถึงรางวัลสูงสุด อย่าง เข็มทองคำ (“Aiguille d’Or”) ที่มอบให้กับนาฬิกายอดเยี่ยมแห่งปี โดยในปี  ค.ศ. 2022 แอลเอ็ม ซีเควนเชียล อีโว (LM Sequential EVO) ได้รับรางวัลเข็มทองคำ (Aiguille d’Or) ขณะที่ แมดวัน เรด (M.A.D.1 RED) คว้ารางวัลประเภทชาเลนจ์ (‘Challenge’) มาได้สำเร็จ เช่นเดียวกับใน ค.ศ. 2021 ที่เอ็มบีแอนด์เอฟ ได้รับสองรางวัลอันทรงเกียรติ โดยรางวัลหนึ่งสำหรับผลงานรุ่น แอลเอ็มเอ็กซ์ (LMX) ในฐานะนาฬิกาสลับซับซ้อนสำหรับสุภาพบุรุษยอดเยี่ยม (Best Men’s Complication) และอีกหนึ่งรางวัลจาก แอลเอ็ม เอสอี เอ็ดดี้ ฌาเกต์ ‘อะราวนด์ เดอะ เวิลด์ อิน เอจตี้ เดย์ส’ (LM SE Eddy Jaquet ‘Around The World in Eighty Days’) ในประเภท ‘งานหัตถศิลป์’ (‘Artistic Crafts’) ขณะที่ในปี ค.ศ. 2019 จากรางวัลนาฬิกาสลับซับซ้อนสำหรับสุภาพสตรียอดเยี่ยม (Best Ladies Complication) ที่มอบให้กับ แอลเอ็ม ฟลายอิ้งที (LM FlyingT) และในปี ค.ศ. 2016 จาก แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล (LM Perpetual) ที่ชนะรางวัลนาฬิกาปฏิทินยอดเยี่ยม (Best Calendar Watch) หรือเช่นในปี ค.ศ. 2012 ที่ เลกาซี แมชชีน นัมเบอร์ 1 (Legacy Machine No.1) ได้คว้ารางวัลทั้งในสาขารางวัลสาธารณชน (Public Prize) (ซึ่งโหวตโดยเหล่าคนรักเรือนเวลา) และรางวัลนาฬิกาสุภาพบุรุษยอดเยี่ยม (Best Men’s Watch Prize) (โหวตให้โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ) และในปี ค.ศ. 2010 เอ็มบีแอนด์เอฟ ชนะรางวัลนาฬิกาคอนเซปต์และงานออกแบบยอดเยี่ยม (Best Concept and Design Watch) จากผลงานรุ่น เอชเอ็ม4 ธันเดอร์โบลต์ (HM4 Thunderbolt) ส่วนในปี ค.ศ. 2015 เอ็มบีแอนด์เอฟได้รับรางวัลยอดเยี่ยมของ เรด ดอท (Red Dot: Best of the Best) ซึ่งนับเป็นรางวัลสูงสุดของการมอบรางวัลระดับสากล เรด ดอท อวอร์ดส (Red Dot Awards) จากผลงานรุ่น   เอชเอ็ม6 สเปซ ไพเรท (HM6 Space Pirate)

 

 

LEGACY MACHINE FLYING T The first MB&F Machine inspired by women

Even the most unpredictable and audaciously led lives, when observed from a distance, form patterns and fall into cycles. This is a fundamental truth that underlies all human existence, whether individual or collective. For Maximilian Büsser and MB&F, creative energy comes in seven-year cycles. It was in MB&F’s seventh year that the Legacy Machine collection was born, that the first M.A.D.Gallery opened in Geneva and opened the door to the MB&F co-creations.

The 14th year of MB&F unveiled a new avenue of horological exploration, an evolution of creative horizons for founder and company alike: the Legacy Machine FlyingT, first launched in 2019, is the first of MB&F’s three-dimensional horological art pieces inspired by women.

A round case in gold or platinum, with a steeply cambered bezel and slender, elongated lugs, often fully set with diamonds. A high, extravagantly convex dome of sapphire crystal rises from the bezel. Beneath the dome, a subtly curved dial plate in various finishes: liquidly black with layers of stretched lacquer, guilloché, vibrant gemstones or glittering with blazing white diamonds.

An asymmetric ventricular opening in the dial plate frames the heart of the LM FlyingT engine – a cinematic flying tourbillon that beats at a serene rate of 2.5Hz (18,000vph). The tourbillon projects high above the rest of the engine, a kinetic, dynamic column that stops just short of the apex of the sapphire crystal dome. Affixed to the top of the upper tourbillon cage is a single large diamond that rotates simultaneously with the flying tourbillon, emitting the fiery brilliance of the very best quality stones.

At the 7 o’clock position – another reference to the numeric theme that runs throughout LM FlyingT – is a dial of black or white lacquer (or gemstone) that displays the hours and minutes with a pair of elegant serpentine hands. The dial is inclined at a 50° tilt so that the time can be read only by the wearer, an intimate communication that highlights the personal nature of LM FlyingT.

On the reverse, the automatic winding rotor takes the shape of a three-dimensional red gold sun with sculpted rays, providing LM FlyingT with four days of power reserve.

The design of Legacy Machine FlyingT is replete with associations drawn from the feminine and maternal influences in Maximilian Büsser’s life. Says Büsser, “I wanted LM FlyingT to reflect the personality and qualities of the women of my family, particularly my mother. It had to combine supreme elegance with tremendous vitality. The column-like structure of the flying tourbillon was very important to me as I felt very strongly that women form the pillar of humanity. At the same time, there is another layer of meaning coming in from the sun-shaped rotor, which incorporates the element of life-giving, a source of sustenance which we gravitate towards and around.”

Legacy Machine FlyingT was first launched in 2019 in three editions, all in white gold and set with diamonds. These were followed by two limited editions in 18K red gold and platinum, shedding their diamonds but featuring guilloché dial plates.

Since 2020, the FlyingT collection has also hosted a special gemstone dial every year, with editions in Lapis Lazuli, Malachite, Tiger Eye and ‘Cœur de Rubis’ (anyolite). The series is joined in 2024 by the sophisticated LM FlyingT Onyx edition, featuring the deep black gemstone encased in an 18k yellow gold case.

LEGACY MACHINE FLYING T IN DETAIL

INSPIRATIONS

The creative process behind Legacy Machine FlyingT started, when Maximilian Büsser began thinking about making something inspired by the feminine influences in his life. Says Büsser, “I created MB&F to do what I believe in, making three-dimensional sculptural kinetic art pieces that give the time. I was creating for myself, which is the only way we could have made all these crazy and audacious pieces over the years. But at some point there came a desire to create something for the women in my family. I’ve been surrounded by their influence all my life, so I gave myself the challenge to do something for them.”

Inspiration came from the combination of seemingly incompatible qualities that characterised the greatest feminine figures in Maximilian Büsser’s life. Elegance was key, but so was an infectious energy that could captivate an entire roomful of people. The lines and composition of Legacy Machine FlyingT epitomise these qualities, being as refined and pure as any other Legacy Machine, but with the dynamism and exuberance of a central flying tourbillon.

The intimate and personal nature of LM FlyingT led to the ultimate placement of the time indication at the 7 o’clock position on the dial plate, with the dial tilted 50° to face the wearer. The message is subtle but clear – that whoever the owners and wearers of Legacy Machine FlyingT may be, their time belongs to them and no one else.

 

UNLOCKING THE FEMININE SIDE OF MB&F

“The last thing I wanted to do,” says Maximilian Büsser, “was to take a masculine timepiece, resize it, put a different colour on it and call it a ladies’ watch.” Each MB&F creation is drawn together in a complex process that is equal parts original Max Büsser concept, design finesse by Eric Giroud, and mechanical ingenuity by the in-house technical team. Aesthetic and philosophical coherence is essential to the final result, from the adventurous Horological Machine N°5 “On The Road Again” to the high-complication, technically ambitious Legacy Machine Perpetual.

To bring out a different level of refinement for the feminine-inspired LM FlyingT, the Legacy Machine case was completely redesigned. Case height and diameter were reduced in order to shift the focus to the highly convex sapphire crystal dome. The lugs were slimmed down, their curves were emphasised, and deep bevels were introduced to create a more elegant profile.

Harsh or particularly defined lines have been tempered throughout LM FlyingT, such as in the example of the hour and minute hands, which take on an undulating shape – echoed in the rays of the sun-shaped automatic winding rotor.

Asymmetry is highlighted in the design of LM FlyingT, from the positioning of the time display at 7 o’clock to the ventricular dial-plate aperture that frames the emerging tourbillon. Even the tourbillon cage itself embraces asymmetry, opting for a cantilevered double-arch upper bridge instead of the symmetrical battleaxe which has topped all other MB&F tourbillons.

Woven throughout Legacy Machine FlyingT are subtle references to the aspects of femininity that resonate strongest with Max Büsser, such as the solar motif of the automatic winding rotor and the column construction of the tourbillon, which introduce concepts of life-giving and support.

 

ABOUT THE ENGINE

The mechanical antecedents of Legacy Machine FlyingT lie mostly in the Horological Machine collection, namely with the HM6 series and HM7 Aquapod.

In a departure from most modern watch movements, which take a radial and co-planar approach to movement construction, the LM FlyingT engine utilises a vertical and co-axial approach. The cinematic flying tourbillon, which boldly projects beyond the dial-plate of LM FlyingT, is a visually stunning example of the rotating escapement and stands in stark contrast to other flying tourbillons, which usually do not venture past the confines of their surrounding watch dials.

Flying tourbillons, as their name suggests, are anchored only at their base, with no stabilising bridge to restrict lateral motion at the top. This increased need for overall rigidity is what causes the conservative placement of most flying tourbillons within their movements. Legacy Machine FlyingT breaks free of this limiting need for movement security and confidently displays its flying tourbillon in all its glory.

An additional distinct challenge which arose in the construction of LM FlyingT was the shape of the upper tourbillon cage, which creates more mass on one side of the tourbillon than the other. In order to compensate and ensure that the mechanism remains balanced, a counterweight was hidden under the tourbillon carriage, on the opposite side of the upper tourbillon cage.

In order to display the time as precisely as possible on the 50° inclined dial, conical gears were employed to optimally transmit torque from one plane to another, a solution first used in HM6 and subsequently in HM9 Flow.

The 280-component engine of Legacy Machine FlyingT has a power reserve of four days (100 hours), which is among the highest within MB&F, a testament to the growth of in-house expertise and experience.

 

LM FLYING T – TECHNICAL DETAILS

– Diamond-set editions in 18K white gold cases with dial plates in black lacquer, paved diamond-set, baguette diamond-set, lapis lazuli, malachite, and ‘Cœur de Rubis’ (anyolite);

– 18K red gold and platinum limited editions with guilloché dial plates;

– Diamond-set edition in 18K yellow gold case with dial plate in tiger eye;

– 18K yellow gold case with dial plate in onyx.

 

Engine

Three-dimensional vertical architecture, automatic winding, conceived and developed in-house by MB&F

Central flying 60-second tourbillon

Power reserve: 100 hours

Balance frequency: 2.5Hz / 18,000bph

Three-dimensional sun winding rotor in 18k 5N+ red gold, titanium and platinum

Number of components: 280

Number of jewels: 30

 

Functions/indications

Hours and minutes displayed on a 50° vertically titled dial with two serpentine hands

Two crowns: winding on left and time-setting on right

 

Case

Material: 18K white gold and diamonds, 18K red gold, platinum, 18K yellow gold with or without diamonds.

High domed sapphire crystal on top with anti-reflective coating on both sides, sapphire crystal on back.

Dimensions: 38.5 x 20mm

Number of components: 17

Water resistance: 3 ATM / 30m / 90’

 

Black Lacquer, lapis lazuli, malachite, tiger eye and Cœur de Rubis editions

168 diamonds (120 on the case, 21 on the buckle, 1 on top of the tourbillon cage and 26 for the crowns). About 1.7ct.

 

Paved diamond-set edition:

558 diamonds (390 on the dial, 120 on the case, 21 on the buckle, 1 on top of the tourbillon cage and 26 for the crowns). About 3.5 ct.

 

Baguette diamonds edition:

294-baguette diamonds and 3 stones (134-baguette diamonds on the dial, 124-baguette diamonds on the case, 12-baguette diamonds on the buckle, 24-baguette diamonds and 2 stones for the crowns, 1 stone on top of the tourbillon cage). About 8.2 ct.

 

Strap & buckle

Calf or alligator leather straps available with gold or platinum pin buckle matching the case.

 

‘FRIENDS’ RESPONSIBLE FOR THE LM FLYING T 

Concept: Maximilian Büsser / MB&F

Product design: Eric Giroud / Through the Looking Glass

Technical and production management: Serge Kriknoff / MB&F

R&D: Thomas Lorenzato and Robin Cotrel / MB&F

Methods and laboratory: Maël Mendel and Anthony Mugnier / MB&F

 

Case: Giuseppe Di Stefano / STG Creation

Profile-turning wheel/pinion/axis: Paul André Tendon / Bandi, Decobar Swiss, Gimmel Rouages and Le Temps Retrouvé

Springs and jumpers: Alain Pellet / Elefil Swiss

Mainspring and barrel: Stefan Schwab/ Schwab Feller and Atokalpa

Tourbillon: Precision Engineering

Plates and bridges: Benjamin Signoud / Amecap, Rodrigue Baume / Horlofab and DEM3

Setting of diamonds and baguettes-cut diamonds (case, dial plate and crowns): Giuseppe Di Stefano /STG Creation

Gemstone dials: Groh + Ripp

Sun-shaped winding rotor: Jean-Philippe Chételat / Cendres et Métaux

Ball bearing: Patrice Parietti / MPS Micro Precision Systems

Hand-finishing of movement components: Jacques-Adrien Rochat and Denis Garcia / C.-L. Rochat

Sapphire glass: Sebal

Anti-refection treatment for sapphire crystals: Anthony Schwab / Econorm

Serpentine hands: Isabelle Chillier / Fiedler

Movement assembly : Didier Dumas, Georges Veisy, Anne Guiter, Emmanuel Maitre, Henri Porteboeuf, Mathieu Lecoultre, Amandine Bascoul and Loïc Robert-Nicoud / MB&F

Case and movements components: Alain Lemarchand, Romain Camplo, Jean-Baptiste Prétot, Stéphanie Carvalho Correia and Arsène Phouthone / MB&F

Quality Control: Cyril Fallet and Jennifer Longuepez / MB&F

After-Sales service: Antony Moreno / MB&F

Buckle: Giuseppe Di Stefano / STG Creation

Crowns: Cheval Frères

Strap: Multicuirs

Presentation box: Olivier Berthon / Soixanteetonze

Logistics and production: Ashley Moussier, Thibaut Joannard, David Gavotte, Jean-Luc Ruel, Maryline Leveque and Emilie Burnier / MB&F

 

Marketing & Communication: Charris Yadigaroglou, Vanessa André, Arnaud Légeret, Paul Gay and Talya Lakin / MB&F

Graphic design: Sidonie Bays / MB&F

M.A.D.Gallery: Hervé Estienne and Margaux Dionisio Cera / MB&F

Sales: Thibault Verdonckt, Virginie Marchon, Cédric Roussel, Jean-Marc Bories and Augustin Chivot / MB&F

Watch photography: Maarten van der Ende, Alex Teuscher, Laurent-Xavier Moulin and Eric Rossier

Portrait photography: Eric Rossier

Webmasters: Stéphane Balet / Idéative

Film: Marc-André Deschoux / MAD LUX, Manouil Karapetsis and Dominik Lang / Brosky Media

Texts: Suzanne Wong / Worldtempus

 

MB&F – GENESIS OF A CONCEPT LABORATORY

Founded in 2005, MB&F is the world’s first-ever horological concept laboratory. With more than 20 remarkable calibres forming the base of the critically acclaimed Horological and Legacy Machines, MB&F is continuing to follow Founder and Creative Director Maximilian Büsser’s vision of creating 3-D kinetic art by deconstructing traditional watchmaking.

After 15 years managing prestigious watch brands, Maximilian Büsser resigned from his Managing Director position at Harry Winston in 2005 to create MB&F – Maximilian Büsser & Friends. MB&F is an artistic and micro-engineering laboratory dedicated to designing and crafting small series of radical concept watches by bringing together talented horological professionals that Büsser both respects and enjoys working with.

In 2007, MB&F unveiled its first Horological Machine, HM1. HM1’s sculptured, three-dimensional case and beautifully finished engine (movement) set the standard for the idiosyncratic Horological Machines that have followed – all Machines that tell the time, rather than Machines to tell the time. The Horological Machines have explored space (HM2, HM3, HM6), the sky (HM4, HM9), the road (HM5, HMX, HM8) and the animal kingdom (HM7, HM10).

In 2011, MB&F launched its round-cased Legacy Machine collection. These more classical pieces – classical for MB&F, that is – pay tribute to nineteenth-century watchmaking excellence by reinterpreting complications from the great horological innovators of yesteryear to create contemporary objets d’art. LM1 and LM2 were followed by LM101, the first MB&F Machine to feature a movement developed entirely in-house. LM Perpetual, LM Split Escapement and LM Thunderdome broadened the collection further. 2019 marked a turning point with the creation of the first MB&F Machine dedicated to women: LM FlyingT; and MB&F celebrated 10 years of Legacy Machines in 2021 with the LMX. MB&F generally alternates between launching contemporary, resolutely unconventional Horological Machines and historically inspired Legacy Machines.

As the F stands for Friends, it was only natural for MB&F to develop collaborations with artists, watchmakers, designers and manufacturers they admire.

This brought about two new categories: Performance Art and Co-creations. While Performance Art pieces are MB&F machines revisited by external creative talent, Co-creations are not wristwatches but other types of machines, engineered and crafted by unique Swiss Manufactures from MB&F ideas and designs. Many of these Co-creations, such as the clocks created with L’Epée 1839, tell the time while collaborations with Reuge and Caran d’Ache generated other forms of mechanical art.

To give all these machines an appropriate platform, Büsser had the idea of placing them in an art gallery alongside various forms of mechanical art created by other artists, rather than in a traditional storefront. This brought about the creation of the first MB&F M.A.D.Gallery (M.A.D. stands for Mechanical Art Devices) in Geneva, which would later be followed by M.A.D.Galleries in Taipei, Dubai and Hong Kong.

There have been distinguished accolades reminding us of the innovative nature of MB&F’s journey so far. To name a few, there have been no less than 9 awards from the famous Grand Prix d’Horlogerie de Genève, including the ultimate prize: the “Aiguille d’Or”, which rewards the best watch of the year. In 2022, the LM Sequential EVO was awarded the Aiguille d’Or, while the M.A.D.1 RED won the ‘Challenge’ category. In 2021, LMX won the Best Men’s Complication and the LM SE Eddy Jaquet ‘Around The World in Eighty Days’ was awarded in the ‘Artistic Crafts’ category. In 2019, the prize for Best Ladies Complication went to the LM FlyingT; in 2016, LM Perpetual won the Best Calendar Watch award; in 2012, Legacy Machine No.1 was awarded both the Public Prize (voted for by horology fans) and the Best Men’s Watch Prize (voted for by the professional jury). In 2010, MB&F won Best Concept and Design Watch for the HM4 Thunderbolt. In 2015 MB&F received a Red Dot: Best of the Best award – the top prize at the international Red Dot Awards – for the HM6 Space Pirate.