Van Cleef & Arpels – อัศจรรย์หัตถศิลป์บอกเวลา

EXTRAORDINARY OBJECTS คอลเลกชันศิลปวัตถุเหนือสามัญ

ไหวพริบอันเป็นเลิศในการพลิกแพลงทักษะความชำนาญทางงานศิลปะหลากสาขาของ Van Cleef & Arpels ได้สร้างชื่อโด่งดังเป็นที่ประจักษ์ชัดมานับจากก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1906 ผ่านบรรดาผลงานวัตถุเลอค่าอันเต็มไปด้วยรายละเอียดวิจิตรตระการตา จุดประกายจินตนาการ และนำมาซึ่งความรื่นรมย์ เปี่ยมเสน่ห์หรูหราชวนหลงใหล

ท่ามกลางผลงานหลากรูปแบบในคอลเลกชัน Extraordinary Objects หรือ “ศิลปวัตถุเหนือสามัญ” บรรดารายละเอียดในการตกแต่ง หรือความงดงามทางการประดับประดา ล้วนเป็นหลักฐานแสดงถึงขนบศิลป์แขนงต่างๆ ตามยุคสมัย ตลอดจนความชำนาญทางหัตถกรรมของเหล่าช่างฝีมือต่างสาขาประจำเมซง ซึ่งร่วมกันประกอบวัสดุนานาชนิดให้กลายเป็นผลงานอันโดดเด่นเฉกเช่นเวทีแสดงลีลานาฏกรรมขับขานเรื่องราวจากแรงบันดาลใจ หรือจินตนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของ “นาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล” หรือ automaton ศิลปะอัญมณีได้ถูกหลอมรวมร่วมกับศาสตร์นาฬิกาวิทยา และหัตถศิลป์ชั้นสูงแบบฉบับฝรั่งเศสหรือ métiers d’art เพื่อให้แต่ละกลไกหุ่นกล กับทุกระบบขับเคลื่อน เปิดเส้นทางให้ผู้พบเห็นได้ก้าวล่วงเข้าสู่ศูนย์กลางอาณาจักรแห่งวิจิตรสุนทรียศิลป์แห่ง Van Cleef & Arpels

ต้นแบบสุนทรียศิลป์ของนาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกลรุกขชาติอันเริ่มต้นจาก “กรงฝันฮัมมิงเบิร์ด” Rêveries de Berylline เมื่อปีค.ศ. 2022 และตามมาด้วย “อุบลชาติชูดอก” Floraison du Nénuphar กับ “ช่อไสวไซคลาเมน” Éveil du Cyclamen ปีค.ศ. 2023 ได้กลับมาอีกครั้งในปีนี้ผ่านผลงานชวนฝันสุดอัศจรรย์คู่ใหม่ ซึ่งเมซงอาศัยแรงบันดาลใจจากจังหวะการเคลื่อนไหวตามวัฏธรรมชาติ ร่วมกับรูปสรีระอ่อนช้อยของเรือนกายอิสตรี นาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล “ใบกระวานซ่อนวิหค” Apparition des Baies (อัปปาริซิอง เดส์ เบส์) และ “กระดุมทองซ่อนอัปสร” Bouton d’Or (บูรต็อง ดอร) ล้วนได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อยกย่องความมหัศจรรย์ทางปรากฏการณ์ธรรมชาติในอาณาจักรแห่งการอยู่ร่วมกันระหว่างมวลพฤกษากับสัตวชีวิน แต่ละผลงานเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนของกลไกต่างระบบ ที่ถูกพัฒนา และนำมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อถ่ายทอดความวิจิตรบรรจงเหนือจินตนาการ พร้อมกับเป็นตัวแทนสรุปความหมายของ “บทกวีบอกเวลา” หรือ Poetry of Time ในฐานะปรัชญาทางการออกแบบ แนวคิดอันเป็นที่รักยิ่งของ Van Cleef & Arpels ในงาน สร้างสรรค์ผลงานเครื่องบอกเวลา

ด้วยสัณฐานความสูงถึง 30 เซนติเมตรโดยประมาณ วัตถุศิลป์ประดับโต๊ะเหล่านี้ ได้รับการสรรค์สร้างขึ้นร่วมกับฟรองซัวส์ ฌูโนด์ ประดิษฐกรหุ่นกลจากแซงต์-ครัวซ์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลไกขับเคลื่อนตามสั่งครั้งนี้ ได้ถูกพัฒนาระบบใหม่ ให้สร้างความตระการตาสะกดอารมณ์อยู่ในพุ่มใบไม้ที่คลายก้านช่อเผยให้เห็นปักษาตัวน้อย หรือช่อก้านกระดุมทองที่แย้มบานอย่างแช่มช้อยให้นางฟ้ากางปีกหมุนกายในท่วงท่าดุจนางระบำปลายเท้า ช่างเจียระไน, ช่างลงยา, ช่างสลัก และช่างฝังอัญมณี ต่างนำทักษะ ความชำนาญที่ตนได้รับการสืบทอดมาจากหัตถกรบรรพชน และฝึกฝน พัฒนาจนเชี่ยวชาญ มาร่วมกันรจนาความวิจิตรงดงามให้แก่เครื่องบอกเวลาทั้งสองระบบท่ามกลางท่วงทำนองเสนาะกังวาน อันได้รับการเรียบเรียงเสียงประสานขึ้นเป็นพิเศษสำหรับแต่ละผลงานโดยเฉพาะ

นาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล “ใบกระวานซ่อนวิหค” APPARITION DES BAIES AUTOMATON

ช่อใบไม้ตัวเรือนทองคำสีกุหลาบรองรับงานลงสีชักเงาได้รับการจัดตำแหน่งเรียงซ้อนเข้าช่อเป็นพุ่มกลมบนตัวเรือนนาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล “ใบกระวานซ่อนวิหค” Apparition des Baies สะกดสายตาทุกสายตาด้วยความลับที่รอการค้นพบหลังแต่ละกิ่งก้านใบค่อยๆ คลี่ตัวออกจากกันอย่างแช่มช้า เผยให้เห็นปักษาตัวเรือนทองคำขาวฝังไพลินประดับเพชร กางปีกขยับไหวดุจมีชีวิตก่อนหลบร่างกลับลงไปในพงใบที่ผจงพับช่อเรียงซ้อนเหมือนดังเดิม

โครงสร้างอันสลับซับซ้อนของใบไม้ 112 ใบบนกิ่งก้าน ได้รับการจัดตำแหน่งให้เกยตัวซ้อนกันอย่างละเมียดละไม ก่อน้ำหนักเชิงสัณฐานพุ่มกลมอย่างอ่อนช้อยโดยอาศัยกลไกหมุนรอบบังคับการเคลื่อนเปิด และหุบปิดของระบบใหม่ ได้รับการพัฒนาขึ้นภายในห้องปฏิบัติการผลิตงานจักรกลของ Van Cleef & Arpels เพื่อนำมาติดตั้งลงบนอีกกลไกผลงานการออกแบบโดยฟรองซัวส์ ฌูโนด์ภายในโครงสร้างฐานแท่นหินโมราลายจุด (dalmatian jasper) สองชิ้นต่างขนาดเรียงซ้อนเสมือนโม่หินรองรับอ่างศิลาธูไลต์ (thulite) เฉดชมพู วัสดุเลอค่าเหล่านี้ ล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถันภายใต้สายตาเฉียบคมของทีมนักอัญมณีวิทยาประจำเมซง ก่อนนำไปบรรจงตัดชิ้น และขัดผิวเพื่อเผยความงดงามตามคุณลักษณ์ธรรมชาติอย่างเต็มที่

อีกหนึ่งรายละเอียดทางสุนทรีย์ศิลป์ที่มาพร้อมกับประโยชน์ใช้งานนั้นก็คือผีเสื้อทองคำขาวกางปีกสลักลายเกาะตัวบนกิ่งก้านทองคำสีกุหลาบบานแท่นหินโมราลายจุดฐานล่างเพื่อทำหน้าที่บอกชั่วโมงผ่านตัวเลขทองคำบนวงแหวนรอบฐานหินชิ้นบนทำจากแถบหนังแพะฝังลูกปัดทองเดินขอบกลมกลืนกับลูกปัดทองฝังเพชรกำกับเลขชั่วโมง และลูกปัดทองแบ่งเขตนาที

เมื่อใดก็ตามที่เปิดกลไกสั่งงานระบบ ความไพเราะของท่วงทำนองเสนาะโสตพลันกังวานสอดคล้องไปกับจังหวะการเคลื่อนไหวทั้งหลายบนฐานเวทีบอกเวลาสุดวิจิตรบรรจง

นาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล Apparition des Baies automaton

ความสูงประมาณ 27 ซม. และกว้างประมาณ 21.5 ซม.

งานโลหะประกอบไปด้วยทองคำขาว, ทองคำสีเหลือง และทองคำสีกุหลาบ

รัตนชาติในงานประดับ ประกอบไปด้วยไพลินสีน้ำเงินโทนเข้ม และเฉดอ่อน, เพชร, เกล็ดนิลสปีเนลสีแดง, โมราลายจุด, หินธูไลต์

วัสดุตกแต่งอื่นๆ ประกอบไปด้วยงานลงสีชักเงา, หนังแพะ, อลูมิเนียม, โลหะเหล็กกล้า

กลไกหุ่นกล และระบบขับเคลื่อนตามสั่งทำงานสอดประสานบนวงแหวนหมุนรอบ 360 องศาตามชั่วโมง/นาทีจริงรองรับตัวเลขบอกเวลา 12 ชั่วโมง

แหล่งพลังงานสำรองก่อนนาฬิกาหยุดเดินแปดวัน

กังวานเสนาะโสตเป็นท่วงทำนองได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผลงานชิ้นนี้โดยอาศัยกลไกค้อนเคาะระฆังเสียง

ผลงานเอกลักษณ์ชิ้นเดียวในโลก

นาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล “กระดุมทองซ่อนอัปสร” BOUTON D’OR AUTOMATON

ด้วยแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคอลเลกชันเครื่องประดับ “กระดุมทอง” หนึ่งมรดกทางการออกแบบสุดละเมียดละไมของเมซง นาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล “กระดุมทองซ่อนอัปสร” Bouton d’Or รังสรรค์รูปทรงอ่อนช้อยของโมทิฟ “กระดุมเลื่อม” หรือ paillette (ไปแญ็ตต์) ซึ่ง Van Cleef & Arpels พัฒนาขึ้นในทศวรรษ 1930 จำลองสัณฐานผิวโค้งกับแอ่งเว้าของเลื่อมแผ่นในงานตัดเย็บเสื้อผ้าแฟชัน อีกหนึ่งแหล่งกำเนิดแรงบันดาลใจสำคัญเช่นเดียวกัน

โมทิฟกระดุมเลื่อม ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นสำหรับประกอบบนโครงสร้างอ่อนช้อยของกิ่งทองคำก้านเงาวาววาม ก่อนนำมาจัดตำแหน่งไล่เรียงอยู่ร่วมกันคล้ายกับวงกลีบของดอกเบญจมาศแมงมุม หรือพวงก้านเกสรบนฐานศิลาธูไลต์โทนชมพูกลมกลืนกับเฉดม่วงอ่อนของอ่างหินมุกอัคนี “ชาโรไอต์” (charoite) และเพื่อสืบสานมรดกทางงานสร้างสรรค์ศิลปวัตถุเลอค่า คราใดที่กลไกหุ่นกลเริ่มทำงาน อากัปการขับเคลื่อนนำมาซึ่งภาพมิติชวนฝันสะกดอารมณ์

นางอัปสรเจ้าของวงหน้าเพชรเดี่ยวเจียระไนเหลี่ยมกุหลาบประกบกรอบมาลาเพชรล้วน สวมชุดยาวทำจากทองคำสีกุหลาบประดับงานตกแต่งตัดเฉดฟ้าสดของงานลงสีชักเงา ได้รับการติดตั้งกลไกขับเคลื่อนในอากัปหมุนตัวบนปลายเท้าเดียวหรือ “ปิรูแอ็ตต์” (pirouette หนึ่งในท่าแม่บทของระบำปลายเท้า หรือบัลเลต์) อยู่บนแปลงดอกไม้ผลิบาน ระหว่างนางอัปสรเริงระบำ ปีกโปร่งแสงจากงานลงยาลายฉลุ (plique-à-jour) อำนวยต่อการสะท้อนแสงตกกระทบเร่งประกายสุกสว่างระยิบระยับของเพชรเดี่ยวเจียระไนทรงหยดน้ำสามมิติซึ่งทิ้งตัวแกว่งไกวลงมาจากปลายนิ้วของแขนขวาที่ยกวงสูงอย่างงามสง่า

โครงสร้าง และกลไกการขับเคลื่อนของนาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล “กระดุมทองซ่อนอัปสร” Bouton d’Or อาศัยความเป็นเลิศในเชิงเทคนิค และความเหนือชั้นทางความประณีตด้านการคำนวณอย่างแม่นยำ อันเป็นผลต่อยอดทางงานวิจัย และแรงบันดาลใจจากระบบกลไกที่ใช้กับนาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล “กรงฝันฮัมมิงเบิร์ด” Rêveries de Berylline (แรฟเวอรีส์ เดอ เบริลลีน) เมื่อปีค.ศ. 2022 นอกเหนือจากความสมบูรณ์แบบทางงานฝีมือ ประดิษฐ์ และประกอบชิ้นส่วนทองคำทั้งกระดุมทอง และก้านทองคำ ความหลากหลายเชิงเทคนิคขัดผิวหลายลำดับขั้นยังมีบทบาทสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนของแผ่นกระดุมทองสัณฐานโค้งทรงเว้า ก็ต้องอาศัยความทักษะความชำนาญ ร่วมกับความเพียรพยายาม ทุ่มเท และใส่ใจในรายละเอียดระดับสูง เพราะช่างฝีมือต้องดำเนินการขัดผิวโลหะทองเลอค่าจนขึ้นเงาเปล่งปลั่งสกาวแสง ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้รูปทรงโมทิฟบิดเบี้ยว หรือสึกกร่อน นอกจากนั้น กระดุมทองทั้ง 684 เม็ด แต่ละเม็ดยังรองรับงานตกแต่งลงสีชักเงา ซึ่งใช้ทั้งเทคนิคพ่นละอองสีหรือแอร์บลัช และเทคนิคพู่กันแบบดั้งเดิม เพื่อเร่งระดับประกายสว่างเจิดจ้าให้กับทุกเฉดสีก่อนจะนำกระดุมทองลงสีชักเงาเหล่านี้มาประกอบด้วยมือบนโค้งก้านทองคำเส้นบอบบาง

นาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล Bouton d’Or automaton

ความสูงประมาณ 27 ซม. และกว้างประมาณ 21.5 ซม.

งานโลหะประกอบไปด้วยทองคำสีเหลือง, ทองคำขาว และทองคำสีกุหลาบ

รัตนชาติในงานประดับ ประกอบไปด้วยไพลินสี, เพชร, โกเมนเขียวส่องซาโวไรต์

วัสดุตกแต่งอื่นๆ ประกอบไปด้วยงานลงยาลายฉลุ, หินธูไลต์, หินมุกอัคนีชาโรไอต์, งานลงสีชักเงา, พลอยแก้วบานไม่รู้โรย,หนังแพะ, อลูมิเนียม, โลหะเหล็กกล้า

กลไกหุ่นกล และระบบขับเคลื่อนตามสั่งทำงานสอดประสานบนวงแหวนหมุนรอบ 360 องศาตามชั่วโมง/นาทีจริงรองรับตัวเลขบอกเวลา 12 ชั่วโมง

แหล่งพลังงานสำรองก่อนนาฬิกาหยุดเดินแปดวัน

กังวานเสนาะโสตเป็นท่วงทำนองได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผลงานชิ้นนี้โดยอาศัยกลไกค้อนเคาะระฆังเสียง

ผลงานเอกลักษณ์ชิ้นเดียวในโลก

ศิปละลงสีชักเงา

ศิลปะลงสีชักเงา (lacquer) หรือ “งานลงรัก” ของไทย ถือเป็นหนึ่งในหัตถศิลป์อันโด่งดัง และเก่าแก่ที่สุดของอารยธรรมเอเชีย สันนิษฐานว่าแพร่หลายจากจีน และญี่ปุ่นไปสู่ยุโรประหว่างศตวรรษที่ 16 ถึง 17 โดยแต่ละประเทศเอเชียจะมีสูตรน้ำยาลงสีต่างตำรับกันไป อย่างของไทยคือยางรัก หรือต้นน้ำเกลี้ยงสำหรับใช้ทาเคลือบผิวชิ้นงานประติมากรรม หรือสถาปัตยกรรม ก่อนปิดทับ ตกแต่งด้วยวัสดุอื่นๆ ส่วนในยุโรป ได้ใช้ยางน้ำเลี้ยงจากต้นไม้อื่นๆ อีกหลายสายพันธุ์ อย่างไม้สน และต้นครั่งเพื่อมอบความหลากหลายทางสีสัน

สำหรับใบไม้บนนาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล “ใบกระวานซ่อนวิหค” Apparition des Baies ตลอดจนโมทิฟ “กระดุมเลื่อม” ของนาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล “กระดุมทองซ่อนอัปสร” Bouton d’Or ล้วนมอบสีสันสดใสจากความเป็นเลิศทางงานฝีมือของกาเธอริน นิโคลาส์ ศิลปินลงสีชักเงา เจ้าของรางวัลสุดยอดช่างฝีมือฝรั่งเศส Meilleur Ouvrier de France (เมยเญอรูวริเอร เดอ ฟรองซ์) ในกระบวนการอันใช้ไหวพริบพลิกแพลงทักษะความชำนาญตามธรรมเนียมดั้งเดิมของเธอนั้น ประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆ จากการผสมผงสีสำหรับใช้เป็น “รัก” หรือ “สีเคลือบ” รวมถึงการใช้กระดาษทรายขัดผิวเคลือบสีแต่ละชั้นกับทุกชั้นให้เรียบเนียนก่อนลงสีทับ หรือชักเงา จากนั้น จึงมาสู่ขั้นตอนขัดผิวขึ้นเงาท้ายสุด เพื่อให้พื้นผิวของเนื้อสีเรียบเนียน สม่ำเสมอ ก่อนลงน้ำมัน หรือน้ำยาชักเงาเป็นลำดับสุดท้ายเพื่อความกลมกลืนทางผิวสัมผัส พร้อมกับช่วยเร่งความกระจ่างใส คมชัดของสีสัน ทวีประกายสุกสว่าง เป็นเงางามล้ำค่าของชิ้นงาน

นาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล Apparition des Baies 

เพื่อก่อลีลาเหลื่อมลำดับไล่เฉดสีเขียวขจี งานลงสีชักเงาบนใบไม้แต่ละใบ อาศัยเทคนิคพ่นละอองสีหรือแอร์บรัช (airbrush) ซึ่งต้องดำเนินการเคลือบถึงแปดชั้น แต่ละชั้นจะต้องทิ้งเนื้อสีให้แห้งสนิทก่อนแล้วจึงใช้กระดาษทรายขัดผิวให้หมดจด เกลี้ยงเกลาก่อนพ่นละอองสีเคลือบทับในลำดับต่อไป

นาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล Bouton d’Or 

สำหรับกระดุมเลื่อมแต่ละเม็ดที่ใช้ประกอบบนนาฬิกาตั้งโต๊ะหุ่นกล “กระดุมทองซ่อนอัปสร” ล้วนผ่านการเคลือบสีด้วยเทคนิคพ่นละอองแอร์บรัช หรือใช้พู่กันลงสีแบบดั้งเดิม เพื่อก่อลีลาไล่ลำดับต่างเฉดระหว่างสีฟ้า, ม่วง, ชมพู และแดง กิ่งก้านรองรับงานประดับแผ่นกระดุมเลื่อม ได้ถูกรัดร้อยเข้าด้วยกันโดยแถบริบบินในยามช่อกิ่งกระดุมทองรวบปิด ส่วนเครื่องแต่งกายนางอัปสรใจกลางโครงสร้างตัวเรือน อาศัยลูกเล่นตัดเฉดระหว่างทองคำสีกุหลาบกับงานลงสีเฉดฟ้าสด

«เวลาดิฉันลงแล็กเกอร์เคลือบสีบนชิ้นงานซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียด อย่างร่องลึก และลายนูน

ดิฉันจำเป็นต้องนึกภาพรวมของทั้งโครงสร้างชิ้นงานในใจก่อนเป็นอันดับแรก รวมถึงช่องทางที่จะใช้

แต่งเติมเพื่อให้ทุกปลายพู่กัน หรือท่อส่งละอองผงสีลงตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ

เพราะไม่มีทางแก้งาน หรือเริ่มต้นใหม่ได้เลย»

กาเธอริน นิโคลาส์ ศิลปินหญิงช่างฝีมือลงสีชักเงา เจ้าของรางวัลสุดยอดช่างฝีมือฝรั่งเศส

Meilleur Ouvrier de France

 

 

ENCHANTING TIME WITH THE MÉTIERS D’ART

EXTRAORDINARY OBJECTS COLLECTION

Renowned for its savoir-faire, Van Cleef & Arpels shone as of its foundation in 1906 for the creation of precious objects that spark awe and enchantment. Decorative features or beauty accessories, they all betoken the conventions of their age and the expertise of the Maison. The pieces, remarkable for their combinations of materials, set the stage for a dialogue between jewelry, watchmaking and métiers d’art. Each and every automaton is an invitation to journey to the heart of Van Cleef & Arpels’ poetic vision.

The aesthetic design introduced in 2022 with the Rêveries de Berylline automaton, followed by Floraison du Nénuphar and Éveil du Cyclamen in 2023, comes out once again this year through new and enchanting spectacles. The Maison is unveiling two original automatons inspired by nature in motion and feminine figures. The Apparition des Baies and Bouton d’Or automatons pay tribute to the wonders of flora and fauna. They summon up a dreamlike universe, imparting a distinctive dimension into the Poetry of Time dear to Van Cleef & Arpels.

Some 30 centimeters in height, these table ornaments are created in partnership with François Junod, an automaton maker in Sainte-Croix, Switzerland. On demand, they present the spectacle of an unfurling bouquet, revealing a bird or a ballerina-like fairy. Lapidaries, enamelers, engravers, and gem setters apply their ancestral expertise to beautify these timepieces. Finally, a crystalline melody was specially composed for each automaton.

APPARITION DES BAIES AUTOMATON

Folded onto themselves, the lacquered rose-gold leaves of the Apparition des Baies automaton form a luxuriant dome that conceals a secret. Like a delicate blooming, the gradual opening of the bouquet reveals a white-gold, diamond and sapphire bird spreading its wings with lifelike authenticity. After taking flight, the bird finds refuge within the object, and the leaves gently fold back. A new rotating system to open and close the bouquet was developed in-house at the Van Cleef & Arpels’ Workshops and then placed upon a mechanism designed by François Junod. This structure is composed of 112 overlapping and intertwined leaves for a volume effect.

The base of the automaton features two dalmatian jasper structures and a bowl made of thulite, a rare pink-hued mineral. These materials, carefully selected by the Maison’s gemologists, were meticulously cut and polished to bring out their full character. The white-gold butterfly with its engraved wings, tenderly perched upon a rose-gold branch, observes the passing hours indicated on the rotating ring, embellished with golden beads and hour markers in yellow gold and diamonds. Once the animation is set in motion, a dulcet melody rings out to accompany this poetic tableau.

BOUTON D’OR AUTOMATON

Inspired by the Maison’s rich heritage, the Bouton d’Or automaton honours the eponymous jewelry collection, reinterpreting the soft contours of a motif known as “paillette,” created by Van Cleef & Arpels in the mid-1930s. Concave or convex, the paillettes, reminiscent of the sequins used in couture, proliferate to bring to life figurative creations such as a delicately bound gleaming gold bouquet. The pink tones of the thulite base complement the soft violet hues of the charoite bowl. A mix of tradition and modernity, this new creation displays a joyful harmony of materials. True to its legacy in the field of precious objects, the automaton’s animation illustrates a scene of stunning vitality.

A fairy, her face suggested by a rose-cut diamond, crowned with diamonds, and clad in a flamboyant rose-gold gown trimmed with blue lacquer, pirouettes in an enchanted dance upon a blooming flowerbed. She twirls thanks to the beating of her plique-à-jour enamel wings, delicately clasping a briolette-cut diamond between her fingers.

The fruit of extensive research and inspired by the mechanism of the Rêveries de Berylline automaton, the Bouton d’Or automaton required an exceptional degree of precision and technical prowess. In addition to perfecting myriad gold components by hand, various polishing procedures were necessary, the curved discs calling for particular deftness. Craftsman bring out the gleam of the precious metal while carefully preserving the shape of the motif. 684 caps or discs, lacquered using both airbrush and traditional techniques to intensify the brilliance of every color, were hand-assembled on wispy stems.

Bouton d’Or automaton

Hight: app. 27 cm, width: app. 21.5 cm

Yellow, white and rose gold, colored sapphires, diamonds, tsavorite garnets,

plique-à-jour enamel, thulite, charoite, lacquer, amaranth, goat leather, aluminum, steel Automaton and mechanical movements, 12-hour time function with hours/minutes on a 360° rotating ring,

on-demand animation and carillon, eight-day power reserve Unique piece

THE ART OF LACQUER

The leaves of the Apparition des Baies automaton, as well as the paillettes in the Bouton d’Or automaton, were entirely hand-fashioned before the application of lacquer by Catherine Nicolas, lacquer artist and awarded as Meilleur Ouvrier de France. This traditional savoir-faire includes a number of different steps ranging from the mixture of pigments to the application of the coating, as well as sanding every layer and a final polishing procedure. To round out the process, glazing perfects the colors and adds a hint of brilliance to the piece.

Apparition des Baies automaton

To create subtle gradations of green, each leaf was lacquered by airbrush. Fully eight coats of lacquer were applied, each requiring extended drying time and manual sanding.

Bouton d’Or automaton

Each paillette making up the Bouton d’Or automaton was lacquered by airbrush or traditional brush. Exhibiting nuances of blue, purple, pink, and red, the branches that support the paillettes are bound with a ribbon when the bouquet closes. The fairy, the center of her frame cloaked in a rose-gold dress, was lacquered in blue.

When I lacquer a piece of such relief and detail, I need to visualize the full object in my mind’s eye and channel that precision in every gesture, as there is

no starting over.

Catherine Nicolas, lacquer craftswoman and Meilleur Ouvrier de France